วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

มงคลชีวิต

สัจจธรรมกับทิฐิของนักปราชญ์

ในวัยเรียนเรามักจะได้ยินประโยคนี้จากพ่อ แม่
"ลูกเอ๋ย ขยันเข้านะลูก จะได้สอบได้"
แต่บางคนอาจได้ยินเช่นนี้
"ลูกเอ๋ย เดี๋ยวแม่จะพาไปกราบ เจ้าแม่.... เจ้าพ่อ.... นะ จะได้สอบได้"

ครั้นโตขึ้น ถึงคราวมีครอบครัว ในวันแต่งงานก็มักจะได้ยินคำพูดจากผู้ใหญ่ในทำนองว่า
"ขอให้มีน้ำอดน้ำทน เอาใจเขามาใส่ใจเรา มานะในการงานนะ ครอบครัวจะได้เจริญมั่นคง"
แต่บางคนกลับได้ยินเช่นนี้
" อย่าลืมเอาดอกรัก ใบมะตูม ใบเงินใบทอง ไว้ใต้ที่นอนนะ ความรักจะได้ยืนยง มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเงินมีทอง"

แต่ละฝ่ายก็ต่างแสวงหาหนทางที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้า ตามหนทางที่เห็นว่าถูกต้อง
ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเช่นนี้ มีมาตั้งแต่สมัยพุทธการแล้ว

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

ทุกข์ที่สุด จะหลุดได้อย่างไร

อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้น จะมีตลอดไป... อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไข... หนทางที่เร็วที่สุดคือ เปลี่ยนอารมณ์... ท่านใดมีทุกข์ ขอให้มันผ่านไปโดยไวครับ.....

เมื่อเราเกิดมาย่อมได้รับ ทั้งสุขและทุกข์ ปะปนกันไปอยู่แล้ว แต่เมื่อทุกข์ที่สุดเราควรจะทำอย่างไร ปัจจุบันเราได้ยินข่าวเรื่อง การฆ่าตัวตายบ่อยมาก ในชีวิตของความเป็นหมอ ก็เจอคนที่ฆ่าตัวตายบ่อยมาก ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ หมอได้พูดได้คุยกับคนเหล่านี้มากมาย คำถามที่น่ารู้ก็คือ...

การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ควรกระทำหรือไม่ และเราควรจะทำอย่างไรดี

บทความนี้จะไม่สนใจว่าการกระทำอย่างนั้นจะมีผลในอนาคตอย่างไร ทำลายตนเองจะบาปมากแค่ไหน ต้องเกิดมาฆ่าตัวตายใช้กรรมอีก 500 ชาติจริงหรือ เพราะถ้าบอกไป ต้องใช้ความเชื่อและศรัทธาในตัวศาสนามาพูดคุยกัน แต่ต้องการจะบอกว่า การทำลายตนเอง เป็นสิ่งที่น่าเสียดายนัก เสียดายโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีอีกมากที่จะตามมา และเสียดายแทนญาติมิตรที่เกี่ยวข้องที่จะต้องได้รับผลกระทบกายและใจตลอดไป

ในเรื่องความทุกข์ที่สุดนี้ ธรรมะในพระพุทธศาสนาสอนให้เราแก้เรื่องนี้ได้ทันที ด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้ที่เราไตร่ตรองเองได้ และด้วยประสบการณ์ในอดีตของเราทุกคน ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อด้วยเหตุ 10 อย่าง เช่นด้วยเหตุผลว่าผู้สอนเป็นครูของเรา และอื่นๆ รวมสิบประการ แต่จะให้เชื่อก็ต่อเมื่อไตร่ตรองรู้ได้ด้วยตนเองจึงเชื่อ การจะไตร่ตรองให้รู้ได้ด้วยตนเอง จะมีได้ก็ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาแล้ว ดังนั้นประสบการณ์ในอดีตจึงเป็นธรรมะที่เราตรึกตรองได้เช่นกัน

เมื่อความทุกข์ที่สุดมาถึง สิ่งที่ควรระลึกถึงมีสองสามอย่างคือ หนึ่ง อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้นจะมีตลอดไป เพราะมันจะไม่คงอยู่ตลอดไป เดี๋ยวมันก็จางไป สอง อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เพราะจะมีทางแก้ไขเสมอ เพียงแต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออกเท่านั้น สาม อย่านึกว่าต่อไปนี้เราจะไม่ได้รับสิ่งดีๆ อีก เพราะเมื่อทุกข์ผ่านไป เราจะยังมีความสุข สนุกสนาน ได้อย่างเดิมแน่นอน และสุดท้ายคือ ให้นึกถึงคนข้างหลัง ที่เขาจะต้องเศร้า ได้รับการกระทบกระเทือน จากการกระทำด้วยอารมณ์ของเรา เมื่อทุกข์ที่สุดมาถึงสิ่งที่เราต้องทำทันที ในขณะที่ยังตั้งตัวปรับใจไม่ทันก็คือ รีบหาทางเปลี่ยนอารมณ์ เมื่อเราไปเจอคนอื่นทุกข์สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือช่วยเปลี่ยนอารมณ์เขาก่อน จากนั้นสติจึงจะตามมา

ความทุกข์ที่มากสุดจะแก้ได้เร็วและง่ายที่สุด ด้วยการเปลี่ยนอารมณ์ ดึงอารมณ์ออกจากสถานการณ์นั้นก่อน อาจง่ายๆ เพียงแค่ทำอะไรที่ชอบ ฟังเพลง ดูหนัง หาของอร่อยกิน ชวนเพื่อนไปเที่ยว ชวนคุยเรื่องอื่น ลืมเรื่องทุกข์ไปชั่วคราวก่อน บางทีก็เบาบางได้เอง ที่สำคัญถ้ามีเพื่อนดี จะเบาบางไปได้มากที่สุด ที่ไม่ควรทำคือดื่มสุรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ควรหันไปดื่มเหล้าเบียร์ เพราะการกินเหล้าก็ดับทุกข์ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะมีข้อเสียกว่าคือ จะยิ่งโกรธง่าย น้อยใจง่ายและโมโหง่ายกว่าเดิม และไม่มีสติยับยั้งความโกรธ หรืออารมณ์ที่รุนแรงเหล่านั้น เมื่อเปลี่ยนอารมณ์ได้ ใจจะเข็มแข็งมากพอที่จะแก้ในขั้นต่อไป

ขั้นต่อไปคือพยายามตั้งใจใช้สติคิดว่าจะแก้ได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล สายไปแค่ไหนแล้วและแก้ได้หรือไม่ ทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าแก้ไม่ได้ ขั้นสุดท้ายคือ ทำให้ใจของเรายอมรับสิ่งนั้นให้ ได้ ใจของเราจะยอมรับได้ คิดได้ ปลงตกได้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ

ท่านพุทธทาสภิกขุ สอนว่า โดยสรุปรวมในธรรมะของพระพุทธเจ้า อาจสรุปเป็นแบบหนึ่งได้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นเป็นเพราะในความเป็นจริง สิ่งทั้งหลายย่อมไม่ได้ดั่งใจเรา มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาด้วยเหตุและปัจจัย จึงไม่สมควรที่จะไปหลงยึดมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา สิ่งทั้งหลายไม่ได้ดั่งใจทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร รวยเพียงใด อำนาจล้นฟ้าขนาดไหน ต่างก็มีความทุกข์ประจำตัวประจำอยู่ทุกคนทั้งสิ้น

เมื่อคนคนหนึ่งประสพอุบัติเหตุขาขาดสองข้าง เขาจะรู้สึกอยากตายไม่อยากอยู่ จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แต่ผ่านไปสักสองปี ไปดูอีกทีกำลังหัวเราะอยู่เพราะดูละคร ส่วนเรื่องขาขาดก็นั่งรถเข็นเอา และก็ชินเสียแล้ว ไม่เสียใจมากเหมือนตอนขาขาดใหม่ๆ บางคนแฟนตายไปเสียใจแทบตายตาม ผ่านไป 3 ปี มีแฟนใหม่แล้ว มีความสุขดีมากเลย ความทุกข์จึงเป็นของไม่เที่ยงเสมอ เช่นเดียวกับความสุข เพียงแต่ว่าตอนทุกข์ ให้ผ่านวันเวลาไปได้ ไม่ด่วนตายไปเสียก่อน เมื่อทุกข์ผ่านไป จะมีสิ่งดีๆ ตามมาได้แน่นอน

และเมื่อมองย้อนไป ความทุกข์เหล่านั้นมันก็เท่านั้นเอง เมื่อเราอ่านมาถึงตอนนี้ ก็ขอให้ลองใช้เวลานี้ นึกถึงอดีตที่มีทั้งทุกข์และสุขของเราดู อดีตนั่นแหละที่จะสอนตัวเราในความจริงแห่งธรรมะ ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่สอนว่าเมื่อเราพิจารณาได้เอง ว่านี้เป็นสิ่งดีหรือไม่ดีแก่จิตใจจึงค่อยเชื่อ การจะพิจารณาได้อย่างนั้น จะต้องมีประสบการณ์ในความรู้สึก แบบนั้นในอดีตมาก่อน อดีตจึงเป็นธรรมะที่สอนใจได้เป็นอย่างดี

ทุกข์ที่สุดจะเกิดจาก ความยึดมั่นถือมั่นที่สุด สิ่งใดที่เรารักมากยึดมากว่าเป็นตัวเราหรือของเรา สิ่งนั้นถ้าขาดหายไปจะทำให้ทุกข์ถึงที่สุด ถ้าเรารักความสวยงาม เมื่อเสียโฉมจะทุกข์ที่สุด ถ้าเรารักสามีหรือภรรยา เมื่อเขานอกใจ หรือเสียเขาไปจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักลูก ลูกหายหรือพิการหรือตายจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักยศถาบรรดาศักดิ์เมื่อสูญเสียจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักตนเอง เมื่อทราบว่าตนป่วยเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ หรือโรคที่รักษาไม่หายก็จะทุกข์ที่สุด

แต่ถ้าเราไม่มีสิ่งนั้นเลย ก็ไม่มีอะไรจะทุกข์กับสิ่งนั้น ไม่มีลูกก็ไม่ทุกข์กับลูก ไม่มีแฟนก็ไม่มีทุกข์จากแฟน ไม่มีทรัพย์สิน ก็ไม่ทุกข์กับทรัพย์สิน หรือถ้าเรามีแต่ทำใจไว้เสมือนไม่มี หรือทำใจไว้ว่าของที่มีมันไม่เที่ยงย่อมแปรปรวนไป ก็จะทุกข์น้อยลง ยิ่งยึดมั่นได้น้อยลงเท่าไรก็ทุกข์น้อยลงเท่านั้นเป็นสัดส่วนไป เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่ทุกข์เลย หมายความว่าไม่มีอะไรทำให้ทุกข์ใจได้อีกเลย แต่ความเจ็บปวดยังมีตราบเท่าที่มีสังขารร่างกายอยู่ เพียงแต่ความทุกข์กายอันนั้น จะไม่สามารถมากินใจให้ทุกข์ใจได้เลย

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น มักเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคิดจะทำความดี เพราะธรรมชาติของเราจะหลงลืมและเพลินในสุข ซึ่งความสุขส่วนมากที่เราชอบ มักจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงทั้งสิ้น พระพุทธองค์เห็นข้อนี้จึงสละทุกสิ่งออกบวชแสวงหาธรรมะ แต่อย่างเราๆ มักจะไม่คิดเรื่องนี้จนกว่าจะทุกข์ เสียก่อน เราจึงพบว่าคนจำนวนมาก ได้ประพฤติธรรมะ ได้ทำสิ่งดีๆ แก่ตนและผู้อื่นเพราะประสพกับความทุกข์มาแล้ว ดังนั้นเมื่อมีทุกข์นั่นคือเราได้อยู่ใกล้ธรรมะแล้ว ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ก็มักจะมีสิ่งดีโอกาสดี และเราเองก็จะดำรงอยู่ในความดีมากขึ้น ความทุกข์และความสุขเป็นของคู่โลกเช่นนี้มาตลอด

เมื่อเราทุกข์หรือพบคนที่ทุกข์ อย่าลืมเปลี่ยนอารมณ์ ตั้งสติหาทางแก้ไข ใช้ความดีเอาชนะสิ่งไม่ดี ทุกข์ย่อมไม่เที่ยง ย่อมผ่านไป เป็นธรรมดา และเราก็มีโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดี ได้ปรับปรุงตนเป็นคนดีเสมอ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน

ดับทุกข์ หมดโศก ยึดหลักอริยสัจ 4 เทศนา โดย พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี

เวลาเกิดทุกข์ มนุษย์โดยมากมักมองออกไปนอกตัวแต่ทางพระพุทธศาสนาสอนให้มองเข้ามาในตัว ถ้าเรามองออกไปนอกตัวเรา เราจะเป็นนักโยนปัญหาหรือปัดความรับผิดชอบ แต่ถ้าเรามองเข้ามาในตัวเรา เราจะเป็นนักแก้ปัญหา ใครก็ตามที่เวลาเกิดปัญหาแล้วปัดความรับผิดชอบ เขาจะไม่รู้จักโต แต่ใครก็ตามที่เวลาเกิดปัญหาแล้วพยายามที่จะหาวิธีแก้ไข จะเติบโตจากการแก้ปัญหาทุกครั้งไป ดูได้จากพระประธานทุกองค์จะมีสายพระเนตรที่เหลือบมองต่ำเสมอ สะท้อนว่าก่อนที่จะมองสูงให้มองต่ำก่อน ก่อนที่จะมองคนอื่นให้มองตนเองก่อน ก่อนจะมองภายนอกให้มองภายในก่อน นี่เป็นสัญลักษณ์ ที่เราจะต้องรู้จักถอดรหัส ถ้าถอดรหัสเป็นจะรู้ว่าปัญหามีไว้เพื่อแก้ไข

วิธีคิดที่บอกเราว่า ใดๆในโลกล้วนมีที่มา ไม่มีปรากฎการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา วิธีคิดอย่างนี้ คือ คิดแบบอริยสัจ 4 เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ให้ถามว่า

· นี้คืออะไร

· เกิดขึ้นมาจากอะไร

· ที่ถูกควรเป็นอย่างไร

· จะทำให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

ประการแรกของอริยสัจ 4 คือ

1. ทุกข์ มี 2 ความหมาย ได้แก่

· ทุกข์ทางกาย คือ ร่างกายของเราจะต้องแก่ เจ็บ และตาย เป็นทุกข์ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องพบต้องเจอ แต่ทุกข์ทางกายจะไม่หนักหนา ถ้าเราไม่เติมทุกข์ทางใจเข้าไปด้วย เมื่อไม่มองว่าเป็นธรรมดาโลก เริ่มแก่จึงวิ่งหนีความแก่ เกิดทุกข์เพราะไม่ยอมรับความแก่ มนุษย์ที่ป่วยทางกายแล้วไม่รู้เท่าทันความป่วยเกิดโรคอุปาทานทำให้ป่วยทางใจซ้ำเข้าไปอีกเพราะไม่รู้เท่าทันความจริงของธรรมชาติที่จะต้องทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย

· ทุกข์ที่สาหัสที่สุด คือ ทุกข์ทางใจ ตรงที่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าเราไม่มีความยึดติดในตัวฉัน ของฉัน รู้เท่าทันว่า ตัวฉันของฉันไม่เคยมี มีแต่ความจริงที่เรียกว่า ธาตุ 4 ขันธ์ 5 มาประชุมกันแล้วแตกดับไปตามวัฎจักรของคน เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราจะปล่อย จะวาง ความทุกข์ก็จะไม่เกิด

2. ความทุกข์ในชีวิตของคนเรามีสาเหตุที่มาเสมอ สมุทัย สาเหตุโดยทั่วๆไปเกิดจากตัณหา (ความอยากมี อยากได้ อยากเป็น เกิดขึ้นเพราะ อวิชา คือ ความไม่รู้ตามความเป็นจริง) ความทุกข์กับตัณหาเป็นสิ่งที่เกิดตามกันมา นั่นคือ ตัณหามากทุกข์มาก ตัณหาน้อยทุกข์น้อย หมดอยาก หมดทุกข์ มนุษย์จำนวนมากมีทุกข์เพราะถูกตัณหาชักพาไป คนบางคนมีเงินร้อยล้านแต่ยังไม่มีความสุข เพราะทะเลแห่งตัณหาของเขายังพร่องอยู่เสมอ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความต้องการ หรือตัณหาของมนุษย์ไร้ขีดจำกัด ถ้าไม่รู้ความจริงข้อนี้จะดำเนินชีวิตด้วยการวิ่งตามตัณหาของตนเองทั้งชีวิต หากรู้ความจริงว่าความอยากเหมือนน้ำในทะเล คือ เติมไม่เต็ม เราต้องบอกตัวเองว่าเราจะต้องรู้จักดำเนินชีวิตอย่างรู้จักพอ รู้จักพอเมื่อไรก็กลายเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมาเมื่อนั้น ความทุกข์ในหัวใจจะมอดดับลงไป ทันทีที่เราสามารถบริหารความอยากให้น้อยลงได้ ถ้าความอยากหมดไปได้ ในหัวใจก็จะเต็มไปด้วยความสุขล้วนๆ

3. นิโรธ คือ ภาวะที่ปราศจากทุกข์ วิวัฒนาการสูงสุดทางปัญญาของมนุษยชาติ คือ อิสระจากความทุกข์ มนุษย์จำนวนมากเข้าใจผิดว่า เป้าหมายของการเกิดมา คือ กิน กาม เกียรติ แล้วมนุษย์ทางโลกก็วิ่งวุ่นอยู่ใน 3 เรื่องนี้

· กิน คือ หาของอร่อยมาให้ตนเองกิน

· กาม หมายถึง กามอารมณ์ คือ กิจกรรมที่เกี่ยวกับกามอารมณ์ทั้งหลาย สิ่งสวยๆงามๆ ที่มนุษย์รักใคร่ผ่านทางตา ที่ชอบรูปสวยๆ หูชอบเสียงเพราะๆ จมูกชอบกลิ่นหอมๆ ลิ้นชอบรสอร่อย กายชอบสัมผัสที่นุ่มนวล พวกที่ติดในกาม คือ พวกที่เป็นทาสของทุนนิยม วัตถุนิยม

· มนุษย์บางคนไม่ได้ทุกข์เพราะกิน ไม่ได้ทุกข์เพราะกาม แต่มาทุกข์เพราะ เกียรติ อยากมีสถานภาพทางสังคมที่โดดเด่น อยากดัง เมื่อเป็นคนเด่นแล้วต้องรักษาความเด่น ถ้าไม่ได้เท่าเดิมก็ทุกข์ เป็นคนดังแล้วไม่ดังกว่าคนอื่นก็ทุกข์ ถ้าดังกว่าคนอื่นแล้วไม่ดังตลอดกาลก็ทุกข์อีก

เมื่อตกเป็นทาสของกิน กาม เกียรติ จะเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดเพราะตกเป็นทาสของความทุกข์ ใครก็ตามที่ตกเป็นทาสของกิน กาม เกียรติ ไม่มีทางที่จะสลัดพ้นความทุกข์ได้

4. มรรค คือ วิธีในการที่จะให้ชีวิตนี้ไม่มีความทุกข์ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่

· สัมมาทิฐิ คือ เห็นชอบ

· สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ

· สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ

· สัมมากัมมันตะ คือ ทำการงานชอบ

· สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ

· สัมมาวายามะ คือ เพียรชอบ

· สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ

· สัมมาสมาธิ คือ ตั้งใจชอบ

ชีวิตที่ปราศจากความทุกข์ คือ ชีวิตที่เริ่มด้วย สัมมาทิฐิ การมีระบบความคิดที่ถูกต้อง คือ เราคิดอย่างไร เชื่ออย่างไร เราก็จะดำเนินชีวิตอย่างนั้น “จำง่ายๆว่า เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นการกระทำ เธอจงระวังการกระทำ เพราะการกระทำจะกลายเป็นนิสัย เธอจงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นบุคลิก เธอจงระวังบุคลิก เพราะบุคลิกจะกำหนดชะตากรรม ชะตากรรมของปัจเจกบุคคลคนหนึ่ง เริ่มต้นที่ความคิด ถ้าคุณคิดดี พฤติกรรมดี ชีวิตคุณก็ดี ถ้าคุณคิดผิด พฤติกรรมของคุณก็ผิด ชีวิตของคุณก็ผิดไปทั้งชีวิต ฉะนั้นอริยมรรค มีองค์ 8 ประการ จึงเริ่มต้นที่ระบบความคิด ความเชื่อที่ถูกต้อง ถ้าเรามีความคิดความเชื่อที่ถูกต้องแล้ว ชีวิตของเราจะเป็นชีวิตที่เดินทางอยู่บนความถูกต้อง”

สรุป ทุกข์ คือ ต้องกำหนดให้ชัดว่าทุกข์จากอะไร นิโรธ คือ ต้องละไม่ให้กอดเอาไว้ สมุทัย คือ สิ่งที่ต้องบรรลุไปให้ถึง ไปให้ได้ และมรรค คือ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ เมื่อรู้หนทางแห่งความสุขกันแล้ว ตอนนี้คงขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะเลือกทางเดินทางใด
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...