วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พร้อมคำแปล


คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด


  • เริ่มสวด นโม 3 จบ

    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
  • นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

    ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
    อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
    อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
    มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

  • เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
      1. ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
        จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
      2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา      อัฏฐะวีสะติ นายะกา
        สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง       มัตถะเกเต มุนิสสะรา.
      3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง        พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
        สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง      อุเร สัพพะคุณากะโร.
      4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ        สารีปุตโต จะทักขิเณ
        โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง    โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
      5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง       อาสุง อานันทะ ราหุโล
        กัสสะโป จะ มะหานาโม      อุภาสุง วามะโสตะเก.
      6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
        นิสินโน สิริสัมปันโน          โสภิโต มุนิปุงคะโว

      7. กุมาระกัสสโป เถโร           มะเหสี จิตตะ วาทะโก
        โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง       ปะติฏฐาสิคุณากะโร.
      8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ          อุปาลี นันทะ สีวะลี
        เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา        นะลาเต ติละกา มะมะ.
      9. เสสาสีติ มะหาเถรา            วิชิตา ชินะสาวะกา
        เอเตสีติ มะหาเถรา            ชิตะวันโต ชิโนระสา
        ชะลันตา สีละเตเชนะ           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
      10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ            ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
        ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ         วาเม อังคุลิมาละกัง
      11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ         อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
        อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะสัณฐิตา
      12. ชินา นานาวะระสังยุตตา         สัตตัปปาการะ ลังกะตา
        วาตะปิตตาทะสัญชาตา          พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.
      13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ            อะนันตะชินะ เตชะสา
        วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
      14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ           วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
        สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ        เต มะหาปุริสาสะภา.
      15. อิจเจวะมันโต            สุคุตโต สุรักโข
        ชินานุภาเวนะ           ชิตุปัททะโว
        ธัมมานุภาเวนะ          ชิตาริสังโฆ
        สังฆานุภาเวนะ          ชิตันตะราโย
        สัทธัมมานุภาวะปาลิโต   จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.
      คำแปล
    1. พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
      ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
      อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์
    2. มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น
    3. ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
      องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
      พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
      พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก
    4. พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
      พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง
    5. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
      พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย
    6. มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
      อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
    7. พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
      มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ
    8. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
      พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก
    9. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
      เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
      รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่
    10. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
      พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง
    11. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
      เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ
    12. อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
      ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
      สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น
    13. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
      เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
      แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
      อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
      เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ
    14. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
      จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
      ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล
    15. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
      จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
      ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
      แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ 

อาณุภาพของบทสวดมนต์ มหาเมตตาใหญ่

ความฝันควบคู่นิมิต

ตามที่ผูเขียนอธิบายบอกกล่าวให้ได้รับรู้ว่า ความฝัน กับนิมิตนั้นแยกกันแทบไม่ออก ถ้าผู้ที่
ฝันหรือนิมิตนั้น มิใช้ผู้ที่ปฏิบัติสวดมนต์ ภาวนา และแยกแยะออกว่าสิ่งใดคือ ความฝัน สิ่ง
ใดคือ นิมิต เรื่องที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นว่าจะเล่านั้น เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในคืนที่เขียนบั้น
ทึกเรื่อง ฝึกจิตแก้กรรมโดยโทรจิต กำลังจะเข้าเนื้อเรื่อง
ก็ต้องพักการเขียนดังกล่าว เพื่อที่จะเขียนบันทึกนี้

เรื่องเล่า สวดมนต์ ปลดปล่อยวิญญาณ

เข้าพรรษา ปี 2552 ผู้เขียน ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากติดเชื้อไข้หวัด
2009 การรักษาตัว เป็นไปด้วยดี นอนรักษาจนล่วงเลยมาถึง วันพุธที่ 4 เดือนสิงหาคม ครบ
7วันอาการที่เจ็บป่วยต่างๆเริ่มดีขึ้น แทบจะกล่าวได้ว่า ร่างกายเป็นปกติ พร้อมจะกลับบ้าน

แล้ว หมอจึงให้ย้ายจากผู้ป่วยเฝ้าระวัง มาพักฟื้นที่ห้องสามัญ ซึ่งห้องสามันดังกล่าวเพิ่ง
เปิดรับคนไข้ รักษาเป็นเวลาได้ไม่นาน ผูเขียนได้มาพักฟื้นในห้องดังกล่าว
คืนแรกกว่าจะหลับได้ก็ประมาณเกือบจะเข้าเช้าวันใหม่ ก่อนนอนด้วยความที่ไม่ได้สวด
มนต์มาหลายวัน จากการไม่สบาย วันนั้นจึงสวดโดยใช้ บทสวด เมตตาพรหมวิหารภาวนา
หรือเมตตาใหญ่และชินบัญชร ซึ่งท่านที่เคยสวดบทสวดมนต์ เมตตาใหญ่ฯ จะทราบกันดีว่า
เป็นบทที่ค่อนข้างยาว ผู้เขียนสวดพอได้ ใช้เวลาในการสวด 1 จบ เกือบครึ่งชั่วโมงจึงไม่ค่อย

ใช้บทสวดนี้มาสวดนัก วันนั้นนึกอยากสวด เพราะเป็นการนอนคืนแรกในห้องสามัญ
ดังกล่าว จึงอันเชิญสวด 1 จบ พร้อมบทสวดชินบัญชรที่ผู้เขียนใช้สวดบ่อยและท่องจำได้
โดยไม่ต้องเปิดหนังสืออ่านตาม พร้อมแผ่เมตตาอย่างที่เคยกระทำในทุกๆครั้ง สวดจนครบ
ดังที่กล่าว ได้นั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมง และเข้านอนๆหลับ จิตนิ่งได้นิมิตกึ่งฝันว่า ขึ้น
ไปอยู่ในตึกที่สูง ซึ่งคล้ายกับห้องสามัญที่เรานอนพักฟื้น แต่แตกต่างกันพอประมาณ ได้เห็น
ศพคนตาย นอนสุมกันเป็นกอง มีทั้งหญิงและชายประมา 20 ถึง 30 ศพ เห็นจะได้ ผู้เขียนยืน
มองปลงในร่างกายมนุษย์ และกล่าวในจิตกับสิ่งที่เห็น " เกิดแก่เจ็บตายเป็นสิ่งที่จะต้องเจอ

กันทุกท่านขณะนี้เป็นเวลาท่าน ต่อไปก็ถึงคราวเราต้องเป็นไปทุกคน " ใจหนึ่งก็ปลง ใจหนึ่ง
ก็นึกกลัว กล่าวในจิตกับศพเหล่านั้น พร้องกับอากับกิริยาความกลัวปะปนควบคู่ อยู่ในภวังค์
ได้สักระยะ สิ่งที่เห็น ได้เปลี่ยนสภาพเป็นดวงวิญญาณและกำลังจะร้องบอกอะไรบางอย่าง
กับผู้เขียน ด้วยความที่ผู้เขียนกลัว ยังไม่ทันได้โต้ตอบและรับฟังสิ่งที่วิญญาณเหล่านั้นจะ
เจรจา ผู้เขียนกลับวิ่งหนี ดวงวิญญาณที่กล่าว กลับวิ่งตาม จนตามผู้เขียนทัน และได้ขอให้
ช่วยปลดปล่อยพวกเขาที ผู้เขียนถามกลับแล้วจะให้ทำอย่างไรตัวผู้เขียนไม่มีความสามารถที่

จะทำตามที่ขอให้หรอก ผู้เขียงโต้ตอบกับวิญญาณเสร็จ ก็เดินกึ่งวิ่ง จะหนี ก้าวเดินยังไม่ถึง
สามก้าว ก็ได้มีดวงวิญญาณดวงหนึ่งเป็นเสียงผู้ชาย กล่าวว่า " ท่านทำได้โปรดช่วยเหลือเรา
เถิด " ผู้เขียนกล่าวตอบ" ไม่! เราไม่มีบารมีที่จะสามารถปลดปล่อยพวกท่านได้หลอก
ให้ ไปขอท่านอื่นที่เขาสามารถทำตามที่ท่านร้องขอได้เถิด " ท่านทำได้ ท่านทำได้ ช่วยเรา
ด้วยเถิดขอเพียงท่านรับปากว่าจะช่วย " ผู้เขียนไม่ทราบว่าจะทำอย่าไร ใจก็อยากจะไปให้

พ้นจากวิญญาณเหล่านั้น จึงรับปากช่วย แบบขอไปที "เรารับที่ช่วยแล้ว! เราไปนะ ตัว
ผู้เขียนเดินจากมา ดวงจิตดวงเดิมได้กล่าวขึ้นอีกว่า "เดี๋ยว ท่านบอกจะช่วยให้เราหลุดพ้น
ท่านต้องส่งกุศลให้เราก่อน" ผู้เขียนกำหนดแผ่ส่วนบุญให้กับดวงวิญญาณเหล่านั้น ดวง
วิญญาณเล่านั้นได้รับบุญกุศลที่ผู้เขียนแผ่ให้ ร้องดีใจกันเสียงดังขรม พร้อมกลับกลายเป็น
ดวงจิตเล็กๆมากมากมองเห็นได้รอบๆตัวผู้เขียน ดวงจิตเหล่านั้นมีแสงระยิบระยับเป็นดวง

เล็กๆคล้ายหิงห้อย ล่องลอยขึ้นสู่บนฟ้า ผู้เขียนขึ้นตามไปส่ง ไปได้ประมาณครึ่งทางก็ตกใจ
ตื่น เหตุการณ์หมดที่เกิดขึ้นนั้นผุ้เขียนตื่นขึ้นยังจำได้ทุกเหตุการณ์ที่นิมิตฝัน และได้ถ่ายทอด
เป็นเรื่องเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่าน พร้อมสรุปในเรื่องราวของการนิมิตปนฝันนี้ว่า น่าจะเป็น
จากบทสวดมนต์เมตตาใหญ่ฯ และชินบัญชร ที่ผู้เขียนได้สวดและแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล

ให้กับวิญญาณเหล่านั้น ท่านผู้อ่านๆเรื่องเล่านี้แล้ว ผู้เขียนหวังว่า เรื่องเล่าเรืองนี้จะทำให้
ท่านทราบว่า สิ่งที่มองไม่เห็นรับรู้ได้ ทางฝันและนิมิตอีกทางหนึ่ง และพุทธทานุภาพของ
บทสวดมนต์ ต่างๆที่พระพุทธเจ้าได้เผยแพร่ให้เราชาวพุทธได้ปฏิบัติ เปี่ยมด้วยพุทธทา
นุภาพบารมี ถึงพระองค์ท่านจะ ปรินิพานหมดภพชาติความเป็นมนุษย์
(ตรัสรู้ไปนานแล้ว) พุทธทานุภาพ บารมีของท่านมิมีเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แม้ บทสวด
แม่ตาใหญ่ฯ ผู้เขียนนั้น พึ่งจะนำมาปฏิบัติสวดไม่ถึงสิบครั้ง บารมียังเกิด มีดวงวิญญาณมา

ขอบารมีให้ช่วยปลดปล่อยเขาให้ไปจุติเกิด ณ.ภพภูมิใหม่ " สาธุ ขอให้ดวงวิญญาณเหล่านั้น
สู่สุคติ หมดภพภูมิ ที่จะต้องใช้กรรมทุกข์ทรมาน ไม่ ว่าท่าน ตอนมีชีวิต ท่านจะเป็นสาวก
ของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์ใด ปัดนี้ พุทธทานุภาพ ของสมเด็จพระพุทธเจ้า พระพุทธโคดม
ได้ปลดปล่อยท่านให้หลุดพ้น ขอให้ท่านมีภพภูมิที่สูงส่ง จุติเป็นมนุษย์ ได้มาอยู่ในร่มโพธิ์
บารมี ของพระพุทธเจ้าณ.ประเทศไทย สยามประเทศ เถิด " จบเรื่องเล่า สวดมนต์
ปลดปล่อยวิญญาณ

ที่มา palungjit.com

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การอุทิศบุญที่ได้รับผลทันที

การอุทิศบุญที่ได้รับผลทันที


การอุทิศบุญหรือการโอนบุญสามารถทำได้ทุกขณะจิต ดังนี้

1. การโอนบุญในชีวิตประจำวัน

ขณะที่ทำ ผู้ทำมีความสุขและมีความยินดีในการกระทำ เช่น ตอนเช้า

- ทำอาหาร-จัดอาหารให้ผู้อื่นกิน

- ป้อนข้าวให้ลูก

- ให้เงินลูกไปโรงเรียน หรือไปส่งลูกที่โรงเรียน

-ให้ข้าวสุนัข หรือให้อาหารสัตว์เลี้ยง

บุญเหล่านี้สามารถโอนบุญได้ทันทีโดยตั้งจิตอธิษฐานว่า บุญนี้ยกให้กับ... (เจ้ากรรม นายเวรที่เบียดเบียนข้าพเจ้า, เทวดาผู้รักษาข้าพเจ้า,เทวดาผู้รักษาพ่อแม่ข้าพเจ้า... ฯลฯ)”

ตอนกลางวัน ขณะทำงาน

- ขณะยื่นงานให้กับเจ้านาย

- เลี้ยงอาหารผู้ร่วมงาน


ตอนกลางคืน


- จัดที่นอนให้ลูก ห่มผ้าให้ลูกให้สามีภรรยา

- ดู VCD หรือฟังธรรมะแล้วเกิดความรู้หรือเกิดปีติ

หมายเหตุ เมื่อได้ทำความดีอะไรก็ตามแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถอุทิศบุญนั้นได้ทันที

2. การโอนบุญเมื่อไปวัด

- ขณะใส่บาตรหรือถวายของพระให้ตั้งจิตอธิษฐานทันทีว่า “บุญนี้ยกให้เจ้ากรรมนายเวรที่มาเบียดเบียนข้าพเจ้าและเทวดาประจำตัวข้าพเจ้าเมื่อรับบุญแล้ว...(ช่วยข้าให้ได้เลื่อนตำแหน่งและได้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้นฯลฯ)

- ขณะที่เห็นผู้อื่นทำบุญ เช่น เห็นผู้อื่นถวายของพระ ให้อธิษฐานจิตว่า “ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญที่ท่านทำบุญที่เกิดจากการอนุโมทนานี้ขอยกให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของข้าที่เดินทางมาถึงและเหล่าเทพเทวาที่อยู่บริเวณบ้านข้าเมื่อรับบุญแล้วขอให้...(ดูแลรักษาบ้านข้าให้มีความสงบสุขและปลอดภัยฯลฯ)”

- ขณะฟังเทศน์จากพระก็โอนบุญได้เช่น “ขออนุโมทนาบุญกับพระอาจารย์ที่เทศน์ บุญนี้ยกให้แก่...(เจ้ากรรมนายเวรที่มาเบียดเบียนลูกข้าพเจ้าและเทวดาประจำตัวลูกข้าพเจ้า เมื่อรับบุญแล้ว จงช่วยให้...ลูกข้าเรียนเก่งและชื่อฟังพ่อแม่ ฯลฯ)”

-ขณะเตรียมของถวายพระ, ล้างจาน กวาดลานวัด ฯลฯ สามารถโอนบุญได้โดยอธิษฐานจิตว่า “บุญนี้ยกให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่มาเบียดเบียนพ่อแม่ของข้าพเจ้า และเทวดาประจำตัวพ่อแม่ของข้าพเจ้า เมื่อรับบุญแล้วจงช่วยให้...(พ่อแม่มีความสุขความสบาย หายขี้บ่น ฯลฯ) ในส่วนของวงเล็บสามารถปรับเปลี่ยนคำได้ตามแต่ใครจะคิดอธิษฐานเอา

หมายเหตุ การโอนบุญ โอนให้แก่เทวดาประจำที่ทำงาน.... (เทวดาประจำบ้าน ฯลฯ เพื่อขอให้ท่านช่วยประสานงานกับเทวดาประจำตัวเราเพื่อช่วยให้... (สิ่งที่ปรารถนาสัมฤทธิ์ผล) การโอนบุญในขณะที่ได้ใส่บาตรหรือได้ถวายของพระฯลฯ นั้น เมื่อของวางหลุดจากมือของตนปุ๊บให้รีบคิดโอนบุญทันทีอย่าชักช้า แล้วก็ไม่ต้องไปกรวดน้ำให้เสียเวลาเพราะบุญจะสำเร็จแก่ผู้ที่อยู่ในโลกทิพย์จากการคิดให้(โอนให้)ไม่ใช่สำเร็จเพราะการกรวดน้ำ

การนั่งสมาธิ

การนั่งสมาธิ


ขณะเริ่มนั่งให้แผ่บุญเสียก่อน โดยอธิษฐานว่า “ขอบุญกุศลที่เกิดขึ้นในขณะภาวนาของข้าคราวนี้จงสำเร็จแก่.... (เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนอยู่ภายนอกและนายเวรที่ก่อกวนอยู่ภายในร่างกายของข้าพเจ้า เทวดาประจำตัวข้าพเจ้า นาค ครุฑ อสูร ยักษ์ คนธรรพ์ เงือก กินรา ยมทูต มาร พรหม และภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต ที่อยู่บริเวณนี้) ขอให้ท่านอย่าได้ขัดขวางการปฏิบัติ สมาธิภาวนาของข้าพเจ้า”

หรือจะแปรสภาพบุญก่อนว่า “ขอบุญกุศลที่เกิดขึ้นในขณะภาวนาของข้าคราวนี้ จงแปรสภาพเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่อมนุษย์ที่อยู่รอบ ๆข้าเวลานี้เขาต้องการแล้วขอให้บุญที่แปรสภาพแล้วนั้นเป็นของเหล่าอมนุษย์ที่อยู่รอบ ๆ ข้านี้ ขอให้เขาสมปรารถนาจากบุญที่ข้าให้นี้เทอญ”

วิธีอนุโมทนาบุญ

วิธีอนุโมทนาบุญ


ในขณะที่เห็นผู้อื่น ถวายสังฆทาน ใส่บาตร ทำทาน เมื่อสิ่งของนั้นหลุดจากมือไปแล้วให้คิดในใจทันทีว่า สาธุบุญนี้จงถึงแก่....(อธิษฐานให้ตามที่ปรารถนา) หรือเห็นผู้อื่นรักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ทำการใด ๆ ที่เป็นบุญเป็นกุศล ก็อนุโมทนาบุญได้

ประโยชน์การโอนบุญ

1. ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เพราะเจ้ากรรมนายเวรไม่มาเบียดเบียนหรือหากป่วยอยู่ก็ทำให้หายเร็วขึ้น

2. ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจและมุ่งหวัง เพราะเทวดาที่ดูแลเราช่วยเหลือ และเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นศัตรูกลับกลายเป็นมิตร

3. ครอบครัวมีความสุข ลูกเชื่อฟังพ่อแม่

4. ช่วยให้จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา

5. การเดินทางปลอดภัย เพราะเป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์

6. ปฏิบัติธรรม เจริญในธรรมปัญญาเกิดขึ้นง่าย

การเบิกบุญ

วิธีปฏิบัติการเบิกโอนบุญประจำวัน


ตื่นเช้า เบิกบุญให้ผู้ที่มาเกี่ยวข้องกับเราโดยทางฝันรวมทั้งให้เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนทั้งภายนอกและภายในกายของเราตลอดถึงภูตผีปีศาจ เปรต ปอบ นาค ครุฑ อสูร ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยมทูต เทวดา มาร และพรหมที่เป็นญาติของเรา ที่อยู่บริเวณบ้านนี้

เข้าห้องน้ำ เบิกบุญให้แบคทีเรียจุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่ตายจากการที่เราอาบน้ำชำระร่างกายต่าง ๆรวมทั้ง ให้เชื้อโรคต่าง ๆ ที่ออกไปจากร่างกายของเรา เพราะการขับถ่ายด้วย ก่อนออกจากห้องน้ำก็เบิกบุญให้กับเชื้อโรคทั้งหมดที่อยู่ในห้องน้ำ

เวลากินข้าว เบิกบุญให้กับวิญญาณสัตว์ที่สถิต ในผัก ในข้าว ในเนื้อสัตว์ ในน้ำ ในอาหารทั้งหมดนั้นรวมทั้งให้กับดวงใจสัตว์ที่ตายที่เรานำมาทำอาหารด้วย

ไปทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำรถ และภูตผีปีศาจที่อยู่กับรถ และบอกเทวดาให้คุ้มครองป้องกันให้การเดินทางปลอดภัย

ขณะเดินทาง เบิกบุญให้ภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต เทวดา ฯลฯ ที่อยู่ตามถนนหนทาง

ถึงที่ทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำตัวผู้ร่วมงานทั้งหลาย และ ภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต อสูร ฯลฯ ที่อยู่ในที่ทำงาน

ถ้ามีอาการเครียด ก็โอนบุญให้เทวดา เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนอยู่ทั้งภายนอกและภายในกายและที่ก่อกวนอยู่รอบดวงจิตของเรา

กลับจากทำงาน เบิกบุญให้เทวดาประจำรถ และภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต ฯลฯ ที่อยู่ในรถ และตามถนนที่จะเดินทางกลับ

เมื่อถึงบ้าน ก็เบิกบุญให้ หมู่ภูตผีปีศาจ ปอบ เปรต อสูรกาย นาค ครุฑ อสูร ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ยมทูต เทวดา มาร และพรหมที่เป็นญาติของเรา ทำกิจธุระส่วนตัวใด ๆก็เบิกบุญให้ เหมือนตอนเช้า

ถ้านอนไม่หลับ ให้เบิกบุญ ให้เจ้ากรรมนายเวรที่เบียดเบียนอยู่ทั้งภายนอกและภายในและรอบดวงจิตของเรา หรือให้ผู้ที่ทำให้ข้านอนไม่หลับอยู่ในเวลานี้ เป็นต้น

(ทุกครั้งที่เบิกโอนบุญให้ว่า....ข้าพระพุทธเจ้า ขอถึงอำนาจ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้บุญที่ข้าพเจ้าเคยสร้าง มาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบัน บุญนี้จงถึงแก่....)

การอนุโมทนาบุญ

หลวงปู่เกษม อาจิณฺณสีโล

การเบิกบุญที่เคยทำไว้โอนออกไปดังนี้

รอบแรก


“ข้าขออำนาจพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลบุญที่ข้าเคยทำไว้ให้ถึงแก่ เปรต-ผี-ปีศาจ-เทวดา-มาร-พรหม-ยักษ์-คนธรรพ์-กุมภัณฑ์-นาค-ครุฑ-อสูร-กินรา-เงือก ที่เป็นญาติข้าจงเป็นสุขจากบุญที่ข้าให้นี้เถิด”


รอบต่อไป

โอนให้ทุกกลุ่มเหมือนกันแต่เปลี่ยนคำลงท้ายแทนที่ขีดเส้นใต้ว่า “ที่เป็นนายเวรข้ารับบุญแล้วจงเป็นสุขเถิด ข้าขออภัยในความผิดที่เคยทำกับพวกท่านไว้ เรามาสร้างบุญร่วมกันมามีความสุขไปด้วยกันเถิด” การเบิกบุญนี้คิดได้ทุกเวลานาทีแม้ทำอะไรอยู่ก็ตาม วันละหลาย ๆครั้งมากเท่าไหร่ยิ่งดี

การเปิดโอกาสให้ญาติต่าง ๆ เข้าสิงสถิตในทรัพย์สมบัติดังนี้

“ข้าขออำนาจพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงบันดาลให้ (...................................) จงเปิดโอกาสให้ เปรต-ผี-ปีศาจ-เทวดา-มาร-พรหม-ยักษ์-คนธรรพ์-กุมภัณฑ์-นาค-ครุฑ-อสูร-กินรา-เงือก ที่เป็นญาติข้าและผู้ที่อยากเป็นญาติข้า จงตั้งใจขอเป็นญาติข้า เข้าสิงสถิตตามสมควรแก่ภูมิของตนเถิด ข้าจะทำบุญให้ เมื่อได้บุญแล้วจงช่วยให้กิจการที่ทำอยู่นี้รุ่งเรือง มีความสุขร่วมกันตลอดไปเถิด”

**ที่(........................)ใครจะเติมคำว่า บ้านข้า รถข้า ตู้ เตียง คอมพิวเตอร์ หรือตามสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ได้ทั้งนั้น

การเบิกบุญแก้ไขโรคโดยเจาะจงให้เฉพาะจุด ดังนี้

“ข้อขออำนาจพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์จงบันดาลบุญที่ข้าเคยทำไว้ให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่ก่อกวนอยู่ใน................จงเป็นสุขจากบุญที่ข้าให้นี้แล้วออกจากร่างกายของข้าไปเถิด”

หมายเหตุ (ตรงที่เว้น.............ไว้นั้นให้ระบุส่วนของร่างกายที่กำลังเกิดการเจ็บป่วยหรือมีเชื้อโรคก่อกวนอยู่ เช่น ป่วยเป็นโรคตับอักเสบก็ให้บอกว่า ‘ให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่ก่อกวนอยู่ในตับของข้านี้’)

หรือ หากเป็นโรคจมูกอักเสบก็ให้บอกว่า ‘ให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่ก่อกวนอยู่ในจมูกของข้านี้’
หรือ หากเป็นโรคเอดส์ก็ให้บอกว่า ‘ให้ถึงแก่นายเวรกับเชื้อโรคที่กัดกินหรือทำลายเม็ดเลือดขาวของข้าที่ทำให้ข้าเป็นโรคเอดส์อยู่นี้’ เป็นต้น

อนึ่ง หมอ-พยาบาลหากไม่อุทิศบุญให้กับเชื้อโรคที่ตายจากการที่ตนฉีดยา,ฉายรังสี,ผ่าตัด(เอาอวัยวะที่เสียออก) ฯลฯ เชื้อโรคที่ตายเหล่านั้นก็จะโกรธแค้นหมอ แล้วก็จะติดตามคอยเล่นงานหมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเล่นงานหมอไม่ได้ก็จะเล่นงานลูกหลานหรือสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่กระทั่งต้นพืชของหมอคนนั้นต่อไป(แม้หมอนวดแผนโบราณก็ให้อุทิศบุญให้กับผีปีศาจและเชื้อโรคที่ก่อกวนอยู่ในคนที่ตนรักษาด้วยเหมือนกัน)

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล

การที่จะอุทิศส่วนกุศลนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
ถือเป็นการแผ่เมตตาระลึกนึกถึงผู้อื่น
การกระทำเช่นนี้ถือเป็นกุศลจิต
ผู้กระทำย่อมได้บุญอันเนื่องมาจากการระลึกนึกถึงผู้อื่นไม่เห็นแก่ตนเอง
การอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้ล่วงลับไปแล้วสามารถทำได้ทั้งที่ใช้น้ำหรือไม่ใช้น้ำก็ได้
ไม่ใช่สาระสาระอยู่ที่ใจเราได้ระลึกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว
โดยกล่าวคำอุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่ญาติของเรา
โดยขอให้เข้าใจดังนี้ว่าผู้ที่เราอุทิศไปให้นั้น
อาจจะอยู่ในสถานะที่รับได้หรือรับไม่ได้ก็ได้
กล่าวคือผู้ล่วงลับหากได้ไปเกิดเป็นเทวดามนุษย์สัตว์เดียรฉานหรือตกไปเป็นสัตว์นรก
ท่านเหล่านั้นไม่สามารถจะรับส่วนบุญจากการอุทิศส่วนบุญของเราได้
หากท่านเป็นเทวดาที่มีฌานหยั่งรู้ท่านก็จะอนุโมทนาในการทำความดีของเราเท่านั้น
แต่ท่านจะไม่มากินสิ่งที่เราอุทิศไปให้ผู้ที่อยู่ในสถานะจะสามารถมารับส่วนบุญจากการ
อุทิศส่วนกุศลจากเราได้
มีเพียงเปรตบางชนิดเท่านั้นหากท่านผู้นั้นไปเกิดเป็นสถานะดังกล่าว
ท่านผู้นั้นจึงจะรับได้โดยที่ผู้ล่วงลับผู้นั้น
ต้องกล่าวคำอนุโมทนาบุญหาไม่แล้วก็ไม่ได้รับเช่นกัน
อย่างไรก็ตามพระพุทธองค์ได้กล่าวไว้ว่า
แม้ญาติที่เราเจาะจงจะอุทิศให้มิได้อยู่ในสถานะรับได้ก็ตาม
แต่เราได้เกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน
ดังนั้นเราต้องมีญาติที่รอรับส่วนบุญในการอุทิศส่วนกุศลของเราไม่ท่านใดก็ท่านหนึ่ง
ดังนั้นโปรดอย่าละเลยที่จะอุทิศไปให้ท่าน
มิเช่นนั้นจะเหมื่อนกับเปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสานที่ครั้งแรกคอยเก้อ
นอกจากนี้การทำบุญที่จะมีกำลังแรงส่งไปให้ผู้ล่วงลับไปแล้วได้จะต้องทำบุญกับพระสงฆ์
เท่านั้น
หากทำบุญกับผู้อื่นหรืออย่างอื่น
กำลังบุญจะมีกำลังไม่เพียงพอที่จะส่งถึงผู้ล่วงลับได้
ดังที่กล่าวว่าพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบถือเป็นเนื้อนาบุญ
หากมีความสมบูรณ์ด้วยศิลบุญที่ถวายแด่ท่านนั้นย่อมจะเจริญงอกงามดีได้

บทกรวดน้ำอย่างย่อ

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า
ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า
จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอให้ญาติ ทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ครุปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ
ครุปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแด่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า
ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เทวะตาโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จเเก่เทวดาทั้งหลาย
ขอให้เทวดาทั้งหลาย จงมีความสุข

อิทัง เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ เปตะโย

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ขอให้เปรตทั้งหลาย
จงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ
สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ
แก่สัตว์ทั้งปวงขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข 

การกรวดน้ำ 2

กรวดน้ำ ถ้าเราไม่ได้เทน้ำ แค่ใช้จิตอุทิศ/ที่ให้ผู้ร้บจะได้รับหรือไม่?

การใช้น้ำในการอุทิศบุญ เป็นการรับแบบอย่างมาจากพิธีพราหมณ์ที่มีการเทน้ำ
การแผ่เมตตาก็มิได้กรวดน้ำ ครูบาอาจารย์ก็บอกว่าถึงอย่างแน่นอน
ถ้าใจตั้งใจอุทิศให้จริงๆ ผู้ให้บริสุทธิ์แล้วอย่างไรก็ถึงจ๊ะ

หลวงพ่อ : น้ำไม่ต้องไปกรวดมันหรอก กรวดน้ำทำยังไง?
ก็ต้องไปดู ดูว่าน้ำในถังมันเหลือเท่าไหร่ ในคลองมันแห้ง ลาไปหรือมากขึ้นมา อย่างนั้นกระมัง
เพราะสำรวจกับตรวจ มันศัพท์เดียวกัน ไอ้ "กรวด" ก็ไม่ถูกอีกน่ะแหละ
สำนวนทางศาสนาเขาเรียก "อุทิศ" แปลว่า เจาะจง คือ ไม่เห็นต้องใช้น้ำ
การ "กรวดน้ำ" มันเริ่มสมัยเปรต มาทวงขอบุญกุศล จากพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธเจ้า ทรงบอกวิธีทำให้ว่า
ให้พระองค์ ถวายภัตตาหาร กับพระสงฆ์แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ซี ท่านก็ทำแบบนั้น อีตอนอุทิศส่วนกุศล ท่านเป็นคนมาจากพราหมณ์
ที่มีธรรมเนียมว่า จะให้ของใคร ก็ต้องเอาน้ำราดมือผู้รับ แสดงเป็นอาการว่า ยกให้
ท่านก็เอาน้ำในคนโท เทราดพระหัตถ์พระพุทธเจ้า เลยรับกันต่อๆ มาว่า อุทิศส่วนกุศลต้องราดน้ำด้วย

อุทิศ นี่แปลว่า เจาะจง เราทำบุญเจาะจงไปให้ ถ้าไปใช้น้ำก็เจ๊ง เพราะใจมัวเป็นห่วงน้ำ ห่วงมือ ใจก็แกว่ง ใช้ไม่ได้หรอก เสียผลตั้งเยอะ
เคยเห็นผีมาหลายรายแล้ว ที่มารับส่วนกุศล แต่ไม่ได้กิน บางครั้งเวลาทำบุญนะ คนที่นำอุทิศส่วนกุศลน่ะ มันให้แต่ เฉพาะญาติ
พวกที่ไม่ใช่ญาติ ก็เดินร้องไห้ไปเลย น้ำตาไหล เพราะไม่ใช่ญาติ ไม่มีโอกาส นี่เป็นยังงี้ เป็นผีแล้วมันแย่งกันกินไม่ได้
ทีหลังไม่ต้อง "กรวดน้ำ" นะ ตั้งใจเฉยๆ มีผลกว่าตั้งเยอะ ฉันไม่ใช้เลยแหละ แล้วเวลาอุทิศส่วนกุศลจริงๆ นี่ใช้ภาษาบาลีไม่ดีหรอก
เพราะอะไรรู้ไหม เพราะบางทีไอ้ภาษาบาลีนี่ มันไม่ตรงกับเจตนาที่จะให้
อย่างฉันเจริญกรรมฐานกับหลวงพ่อปานนี่ คืนที่ 3 มีผีมานั่งอยู่ตรงหน้า ยายคนหนึ่งอ้วนยังกะพ้อม มีไอ้เจ้าคนหนึ่งผอมกะหงองก๋อง
ยายนั่นแกบอก เอ้า จะพูดอะไรก็พูดซี จะขออะไรท่านก็ขอ ไอ้เราก็มองดู เอ...ไอ้นี่ มันคงอด อาจารย์ฉัตรท่านเคยบอกว่า
ถ้าไม่ขอก็อย่าให้ แต่มานึกดูว่า เอ๊ ไอ้นี่มันพูดไม่ได้เราจะไปรอให้ มันขอทำไม ก็เลยให้เวลาให้ก็ "อิมินา" เข้าให้
อิมินาปุญญกุเม อุปัชฌาย์ ฯลฯ แปลไปเถอะไม่ได้ ตรงกับหมอนั่นเลย ไปให้เอาครูอาจารย์ ที่ไหนก็ไม่รู้
ไอ้คนนั่งตรงหน้า ไม่ได้ให้ ว่าไปไม่ถึงครึ่ง พวกมาแล้วโซ่คล้องคอหมับ ลากไปเลย
ตอนเช้าไปบิณฑบาตกลับมา ก็ฉันข้าว หลวงพ่อปาน โดยปกติสังเกตได้ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรจะพูด ฉันข้าวเสร็จ ท่านต้องเช็ดบาตร เช็ดช้อน
เช็ดชามของท่าน พระอื่น ก็ต้องทำเหมือนกัน แล้วข้าวแกง ที่กินหมด แล้วก็ไม่ใช่โยนให้เด็กล้าง พระต้องล้างเองเช็ดเอง
เช็ดถ้วยเช็ดชามเสร็จ ท่านก็จะยถาทันที วันไหนเช็ดชามเสร็จยังไม่ยถา
วันนั้นแปลว่า มีเรื่องแล้ว อีวันนั้น มองไปมองมา พอเจอะหน้ากัน ท่านก็พยักหน้าถามว่า

ยังไงพ่ออิมินาคล่อง แล้วมันจะได้แดกรึ?
แล้วกัน เอาเราเข้าแล้ว รู้เสียด้วยนะ ท่านอยู่ในกุฏิเราอยู่ใน ป่าช้า โกหกท่านไม่ได้ ผีพวกนั้นน่ะมันไปเร็วมาเร็ว
ต้องใช้เวลาเร็วๆ ถามว่า ทำยังไง ท่านบอกว่า เอางี้ พอเห็นหน้ามันปั๊บ ก็ตั้งใจเลยว่า
ฉันบำเพ็ญกุศลมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ บุญบารมีจะมีแก่ฉันเพียงใด เธอจงโมทนาและมีประโยชน์อย่างเดียวกับที่ฉันจะพึงได้รับ
เอาแค่นี้ อย่าให้ยาวกว่านี้ ถ้าสั้นกว่านี้ได้เท่าไรยิ่งดี เพราะว่า มันคอยนานไม่ได้

ถาม - คนไปนิพพานแล้วอุทิศให้ได้หรือไม่?
ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเราก็ควรอุทิศให้ได้ เพราะเป็นการสนองคุณ แสดงความกตัญญูกตเวที ความจริง ท่านไม่ต้องการหรอก
ของท่านมีจนล้นแล้ว ถึงแม้ท่านจะไม่รับ แต่อย่าลืม อย่างเราเป็นพ่อแม่เขาน่ะ ถ้าไอ้ลูกมันอยู่บ้านไกล นานๆ มาหาที
เอาของอะไรมาให้ ถึงแม้ว่าของนั้นไม่มีค่าอะไรเราก็ยังดีใจ ใช่ไหม เห็นว่า ลูกน่ะมีน้ำใจ มีกตัญญูรู้คุณ อันนี้ ก็เหมือนกัน
ถ้าหากว่า เราอุทิศส่วนกุศลให้พระพุทธเจ้า ก็แสดงว่า เรากตัญญูรู้คุณของพระพุทธเจ้า การบูชาคุณของพระพุทธเจ้าด้วยกตัญญูรู้คุณนี่
เป็นเหตุให้เราไม่ลงนรก ท่านจะรับหรือไม่รับนี่ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า ให้ใจของเราตามระลึกถึงอยู่เสมอก็แล้วกัน

โดย พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

การกรวดน้ำที่ถูกวิธี

วิธีกรวดน้ำ โดยท่านธรรมรักษา

กรวดน้ำ คือ การตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่เราได้ทำไว้แล้วไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
พร้อมทั้งรินน้ำให้ไหลลงไปที่พื้นดินหรือที่รองรับ แล้วเอาไปเทที่พื้นดินอีกต่อหนึ่งหรือรดที่โคนต้นไม้ก็ได้
เพื่อให้จำง่ายไม่สับสน จึงขอแยกเป็นข้อๆ ดังนี้
1. การกรวดน้ำมี 2 วิธี คือ
กรวดน้ำเปียก คือ ใช้น้ำเป็นสื่อ รินน้ำลงไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย
กรวดน้ำแห้ง คือ ไม่ใช้น้ำ ใช้แต่สิบนิ้วพนมอธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศลไปให้

2. การอุทิศผลบุญมี 2 วิธี คือ
อุทิศเจาะจง ได้แก่ การออกชื่อผู้ที่เราจะให้ท่านรับ เช่น ชื่อพ่อ แม่ ลูก หรือใครก็ได้
อุทิศไม่เจาะจง ได้แก่ การกล่าวรวมๆกันไป เช่น ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น
ทางที่ถูกควรทำทั้งสองวิธี คือผู้ที่มีคุณหรือมีเวรต่อกันมาก เราก็ควรอุทิศเจาะจง ที่เหลือก็อุทิศรวมๆ

3. น้ำกรวด ควรเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีสีและกลิ่น และเมื่อกรวดก็ควรรินลงในที่สะอาดและไปเทในที่สะอาด
อย่ารินลงกระโถนหรือที่สกปรก

4. น้ำเป็นสื่อ–ดินเป็นพยาน การกรวดน้ำมิใช่จะอุทิศไปให้ผู้ตายกินน้ำ แต่ใช้น้ำเป็นสื่อและใช้แผ่นดินเป็นพยาน
ให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ

5. ควรกรวดน้ำตอนไหนดี ?
ควรกรวดน้ำทันทีในขณะที่พระอนุโมทนาหรือหลังทำบุญเสร็จ
แต่ถ้าไม่สะดวกจะทำตอนหลังก็ได้ แต่ทำในขณะนั้นดีกว่า ด้วยเหตุผล 2ประการ คือ
- ถ้ามีเปรตญาติมารอรับส่วนบุญ ท่านก็ย่อมได้รับในทันที
- การรอไปกรวดที่บ้านหรือกรวดภายหลัง บางครั้งก็อาจลืมไป ผู้ที่เขาตั้งใจรับก็อด ผู้ที่เราตั้งใจจะให้ก็ชวดไปด้วย

6. ควรรินน้ำตอนไหน ?
ควรเริ่มรินน้ำพร้อมกับตั้งใจอุทิศ ในขณะที่พระผู้นำเริ่มสวดว่า “ยะถาวาริวะหาปูรา...”
และรินให้หมดเมือ่พระว่ามาถึง “…มะณิโชติระโส ยะถา...” พอพระทั้งหมดรับพร้อมกันว่า
“สัพพีติโย วิวัชชันตุ...” เราก็พนมมือรับพรท่านไปจนจบ จึงจะถือว่าถูกต้อง

7. ถ้ายังว่าบทกรวดน้ำไม่เสร็จ จะทำอย่างไร ?
ก็ควรใช้บทกรวดน้ำที่สั้นๆหรือใช้บทกรวดน้ำย่อก็ได้ เช่น
“อิทัง โน ญาตีนังไหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขออุทิศส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่...(ออกชื่อผู้ล่วงลับ)
และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด”
หรือจะใช้แต่ภาษาไทยอย่างเดียวก็ได้ว่า
“ขออุทิศส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนี้ จงสำเร็จแก่ พ่อ แม่ ญาติ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ
เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจงได้รับส่วนบุญกุศลครั้งนี้โดยเร็วพลัน และโดยทั่วถึงกันเทอญ”
ส่วนบทยาวๆ เราควรเอาไว้กรวดส่วนตัว หรือกรวดในขณะทำวัตรสวดมนต์รวมกันก็ได้

ข้อสำคัญ ถ้าเป็นภาษาพระ ควรจะรู้คำแปลหรือความหมายด้วย ถ้าไม่รู้ความหมาย
ก็ควรใช้คำไทยอย่างเดียวดีกว่า เพราะป้องกันความโง่งมงายได้

8. อย่าทำน้ำสกปรกด้วยการเอานิ้วไปรอไว้ ควรรินให้ไหลเป็นสายไม่ขาดระยะ และไม่ควรใช้วิธี
เกาะตัวกันเป็นกลุ่มหรือเป็นทางเหมือนเล่นงูกินหาง ถ้าเป็นในงานพิธีต่างๆ ให้เจ้าภาพหรือประธาน
รินน้ำกรวดเพียงคนเดียวหรือคู่เดียวก็พอ คนนอกนั้นก็พนมมือตั้งใจอุทิศไปให้

9. การทำบุญและอุทิศส่วนบุญ ควรสำรวมจิตใจ อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน ปลูกศรัทธา ความเชื่อ
และความเลื่อมใสให้มั่นคงในจิตใจ ผลของบุญและการอุทิศส่วนบุญย่อมมีอานิสงค์มาก
ผลบุญที่เราอุทิศไปให้ ถ้าไม่มีใครมารับก็ยังคงเป็นของเราอยู่ครบถ้วน ไม่มีผู้ใดจะมาโกงหรือแย่งชิงไปได้เลย

10. บุญเป็นของกายสิทธิ์ ยิ่งให้ยิ่งมาก ยิ่งตระหนี่ยิ่งน้อย ยิ่งอุทิศให้คนอื่นหมดเลยเราก็ยิ่งจะได้บุญหมดเลย

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บทสวดพระชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ

พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พระศรีศากยมุนี

พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า คือ เพระโคดมพุทธเจ้า องค์เดียวกันที่ พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งหลายเคารพกราบไหว้บูชา มีพระนามเดิมว่า สิทธัตถะ หรือ สิธารถะ ประสูติในกสุลกษัตริย์ พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระราชบิดา และพระนางสิริมหามายา เป็นพระราชมารดา พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า หรือ สิทธัตถะ ประสูติที่สวนลุมพินี ในระหว่างเขตแดนเมืองกบิลพัสด์และเมืองเทวทหะติดต่อกัน เมื่อก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ( ก่อนคริสศักราช 543 ปี ) ครั้นเมื่อพระศรีศากยมุนีเจ้าประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาก็ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงได้พระนางมหาประชาบดีเป็นมารดาเลี้ยงต่อมา พระศรีศากยมุนีเจ้าได้ทรงศึกษาเล่าเรียนในศิลปะวิทยาการจากอาจารย์สำนักต่างๆ จนเจนจบ และทรงได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือ พระนางยโสธรา เมื่อพระศรีศากยมุนีเจ้าพระชนมายุได้ 19 พรรษา ทรงมีพระโอรสองค์หนึ่ง พระนามว่า ราหุล

ด้วยความเบื่อหน่ายต่อการครองชีวิตคู่ เพราะว่าเป็นทุกข์ จึงได้ทรงตัดสินพระทัยออกผนวชเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา ทรงบำเพ็ญทุกกรกริย อย่างหนักก็ไม่บรรลุธรรมอันใด ในท้ายสุดพระองค์ทรงดำเนินทางมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลางและทรงสำเร็จธรรมขั้นสูงเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงอันเป็นประเสริฐ ซึ่งเรียกว่า อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หลังจากนั้นได้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจตลอด 45 พรรษา ตราบสิ้นพระชนมายุ ทรงสั่งสอนเสไนสัตว์ให้ละเว้นความชั่ว กระทำแต่ความดี ชำระจิตใจของตนให้ผ่องใส คำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็นที่นับถือยอมรับกันทั่วโลก และที่รู้จักกันในชื่อ พุทธศาสนา ในสมัยรัชกาลที่ 6

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะของหลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล วัดกระโจมทอง


ที่มา : คมชัดลึก :

วัดกระโจมทอง ตั้งอยู่ริมคลองวัดกระโจม ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๐ ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ร่วมสมัยกับวัดปรางค์หลวง มีตำนานกล่าวว่า เดิมเคยเป็นที่ตั้งกระโจมที่ประทับของพระเจ้าอู่ทอง แม้จะตั้งอยู่ใจกลางเมือง พลุกพล่านไปด้วยรถที่สัญจรไปมา แต่วัดแห่งนี้มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งอาจจะเรียกว่า “เป็นวัดป่าใจกลางเมือง เหมาะสำหรับการฝึกปฏิบัติธรรม”

ที่สำคัญคือ วัดแห่งนี้มี พระอาจารย์สุทัศน์ โกสโล พระป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น เป็นเจ้าอาวาส
หลวงพ่อสุทัศน์ ไม่มีฐานะสมณศักดิ์ใดๆ ท่านเป็นพระธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้น แม้จะมีผู้รู้จักมักคุ้นกับพระเถรผู้ใหญ่หลายรูป แต่ท่านไม่เคยร้องขอสมณศักดิ์ใดๆ กับใครเลยทั้งสิ้น ด้วยใจยึดมั่นในหลักธรรมวินัย และการเผยแผ่ธรรมให้ศาสนิกชนได้พ้นจากห้วงแห่งความทุกข์อย่างเดียว


มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไปรับกิจนิมนต์ให้ไปเทศนาภายในบริเวณวัดพระแก้ว โดยได้เทศนาเรื่อง อานิสงส์แห่งการถวายทานและภาวนา โยมคนหนึ่งได้ฟังธรรมและเกิดความปีติ จึงตามท่านมาที่วัด และจะถวายรถเบนซ์เพื่อให้ท่านได้ใช้ในกิจของสงฆ์

แต่หลวงพ่อได้แสดงธรรมเพื่อให้เป็นคติสอนใจว่า “ควรถวายของที่เหมาะแก่สมณสารรูปแห่งเพศบรรพชิต” โดยท่านได้ปฏิเสธที่จะรับรถเบนซ์คันดังกล่าว

หลวงพ่อสุทัศน์ ฉันอาหารมังสวิรัติ ในบางคราวที่ท่านรับนิมนต์ หากอยากโยมทราบก็จะจัดเตรียมอาหารไว้ หากญาติโยมไม่ทราบ หรือต้องเดินทางไกลๆ ท่านจะมีเครื่องกระป๋องเตรียมเอาไว้ ซึ่งเป็นผักทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ท่านได้ให้เหตุผลถึงเรื่องการฉันมังสวิรัติว่า “พระจะเคร่งพระธรรมวินัย ไม่ใช่อยู่ที่ฉันเจ หรือไม่เจ”
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือ การเป็นเจ้าอาวาส เมื่อคนมาวัดก็ต้องมาหาเจ้าอาวาส เอากับข้าวอร่อยๆ มาถวายเราแต่ผู้เดียว แม้จะฉันรวมกันก็ตาม แต่อาหารนั้นไม่ทั่วถึงหมู่สงฆ์ เมื่อฉันมังสวิรัติแล้ว อาหารที่ญาติโยมมาถวายก็สามารถเผื่อแผ่ไปยังสงฆ์รูปอื่นๆ

จากคติความเชื่ออย่างหนึ่งที่ว่า “การทำบุญถวายทานกับพระอริยบุคคลนั้น จะได้อานิสงส์ได้บุญมากกว่าการทำบุญกับพระทั่วๆ ไป”

ทั้งนี้ หลวงพ่อสุทัศน์ได้ให้คติธรรมว่า “เรามิอาจรู้ได้ว่าพระรูปไหนเป็นพระอริยะหรือไม่ เพราะพระอริยะเจ้าไม่บอก ไม่แสดงตนว่าเป็นพระอริยะแล้ว ยกเว้นแต่อริยะปลอมเท่านั้น ธรรมที่ปรากฏนั้น ย่อมปรากฏที่ใจ มิใช่ที่อื่น...การภาวนาเป็นการละลดอุปทาน”

ส่วนคติความเชื่อที่พุทธสาสนิกชนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่ว่า “พระป่าเคร่งกว่าพระบ้าน พระบวชอยู่ในเมือง” นั้น หลวงพ่อสุทัศน์ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าคิดว่า

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น พระป่าซึ่งหมายถึงพระที่อยู่ในป่า ใช่ว่าจะเป็นพระที่เคร่งในศีลยึดมั่นธรรมเสมอไป ไม่ พระป่าจำนวนไม่น้อยทุศีลก็มากมี ผิดพระธรรมวินัยก็มีอยู่ไม่น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้กรรมก็จะสนองเอง ระหว่าธุดงค์เคยเห็นศพพระป่าดิบในทั่วไป เพราะขาดศีลผิดวินัยนั่นเอง”

ในฐานะที่เป็น พระป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น หลวงพ่อสุทัศน์ได้พูดถึงประโยชน์ของการฝึกสมาธิภาวนา หรือกรรมฐานว่า สามารถลดหรือล้างความเครียดได้ เมื่อมีการฝึกอบรมกรรมฐานอย่างต่อเนื่องจนสามารถปฏิบัติได้ในอิริยาบถเดิมๆ โดยไม่ได้ขยับเลย เป็นเวลาอย่างน้อย ๓ ชั่วโมง ก็สามารถจะดับความเครียดได้ เพราะเมื่อมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จิตรวมตัวกันเป็นสมาธิ ตัดเรื่องภายนอกออกได้หมดแล้ว การทำงานของระบบประสาทก็จะดีขึ้น มีสติสัมปชัญญะที่ชัดขึ้น ความเครียดก็จะลดน้อยลงโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้สมาธิภาวนาจึงสามารถลดความกดดันและความทุกข์ได้

ในกรณีของการปฏิบัติสมาธิภาวนาแล้ว เห็นนรกสวรรค์นั้น หลวงพ่อสุทัศน์บอกว่า การเห็นนรกสวรรค์ในสมาธินั้นเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง การที่มองเห็นนรกสวรรค์ในสมาธินั้น เป็นเพียงอุปทานขันธ์ หาใช่นรกสวรรค์อย่างที่บางคนมีความเข้าใจ

ส่วนในครั้งพุทธกาล หรือสมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพอยู่นั้น พระมาลัยพระอรหันต์ท่านไปนรกสวรรค์ ท่านไปจริงๆ ไปทั้งตัว ไม่ใช่แต่จิต เวลานั่งสมาธิอย่างที่เข้าใจกัน

หลวงพ่อสุทัศน์ ยังบอกด้วยว่า ระหว่างออกธุดงค์ คำถามหนึ่งที่ญาติโยมมักถามบ่อยๆ คือ
“ท่านมาธุดงค์อย่างนี้น่าจะมีของดีมาแจกไว้สำหรับป้องกันด้วยหรือไม่”
หลวงพ่อสุทัศน์ตอบไปว่า “ถ้าไปแจกวัตถุเครื่องรางของขลัง อาตมาพกพามาได้อย่างมากน่าจะไม่เกิน ๓,๐๐๐ องค์ อาตมาไม่มีกำลังมากพอที่จะพกพามากกว่านี้ และถ้าพกพามาได้ก็ไม่สามารถที่จะแจกได้ทั่วครบทุกคน อาตมาจึงบอกว่า อาตมาพกพาธรรมะของพระพุทธองค์มาเต็มย่าม ตั้งใจว่าจะแจกให้ครบทุกคน เพราะธรรมะจะแจกเท่าไรก็ไม่หมด และก็ไม่เป็นภาระที่จะแบกไปแจกให้ครบทุกคน ธรรมะมีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ แต่วัตถุมงคลมีทั้งคุณมีทั้งโทษ ใช้ในทางที่ถูกก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ใช้ในทางไม่ถูกก็จะกลายเป็นความหลงใหลในวัตถุ”

ชาติภูมิและแนวปฏิบัติ
หลวงพ่อสุทัศน์ โกสโล เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๖ มกราคม ๒๔๗๘ ปีกุน ที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายพรหม และนางพันธ์ อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ โดยมี พระครูประภาสภูมิสถิตย์ (หนุ่ม) เจ้าอาวาสวัดคงคาสวัสดิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นพระอาจารย์สอนคาถาอาคม-กรรมฐานเป็นปฐม

มี พระอาจารย์บัญญัติ มุนินโท เป็นผู้ร่วมธรรมวิมุต ออกธุดงค์เดินป่าภาวนาธรรมอยู่ด้วยกันไปถึงพม่า อยู่กลางป่าเขาเป็นเวลากว่า ๒ ปี

พระอาจารย์องค์สำคัญที่ให้ความรู้ทางวิปัสสนา คือ พระอาจารย์แป้น ธัมมธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดไทรงาม จ.สุพรรณบุรี โดยพระอาจารย์แป้นเดินทางมาอบรมกรรมฐานให้พระเณรที่ในป่าช้าที่วัดท้าวโคตร ซึ่งปัจจุบันคือวัดชายนานั่นเอง

สำหรับแนวการฝึกปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อสุทัศน์ ท่านจะยึดหลักการฝึกในแนวของมหาสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง ประกอบด้วย
๑.กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริง

๒.เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

๓.จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

และ ๔.ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำแปลบทสวดธัมมจักกัปปะวัตนสูตร

คำแปลธัมมจักกัปปวัตนสุตตัง
ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระเจ้า), ได้สดับมาแล้วอย่างนี้, สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี, ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างเหล่านี้ มีอยู่, เป็นสิ่งที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะเลย, นี้คือการประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย, เป็นของต่ำทราม, เป็นของชาวบ้าน, เป็นของคนชั้นปุถุชน, ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า, ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย, นี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่ง, คือการประกอบการทรมานตนให้ลำบาก, เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งทุกข์. ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า, ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติทางสายกลาง ไม่เข้าไปหาที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างนั้น, มีอยู่, เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ, เพื่อความสงบ,
เพื่อความรู้ยิ่ง, เพื่อความรู้พร้อม, เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น เป็นอย่างไรเล่า, ข้อปฏิบัติทางสายกลางนั้น คือ ข้อปฏิบัติ
เป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการนี้เอง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ, การทำการงานชอบ, การเลี้ยงชีวิตชอบ, ความพากเพียรชอบ, ความระลึกชอบ, ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล คือข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง, เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมแล้ว, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ, เพื่อความสงบ, เพื่อความรู้ยิ่ง, เพื่อความรู้พร้อม, เป็นไปพร้อม
เพื่อนิพพาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์ คือทุกข์นี้, มีอยู่, คือความเกิดก็เป็นทุกข์, ความแก่ก็เป็นทุกข์, ความตายก็เป็นทุกข์, ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์, ความประสบกับสิ่งที่
ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์คือเหตุให้เกิดทุกข์นี้, มีอยู่, นี้คือ ตัณหา, อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก,
อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน, เป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ, ได้แก่
ตัณหาเหล่านี้ คือ, ตัณหาในกาม, ตัณหาในความมีความเป็น, ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้, มีอยู่, นี้คือความดับสนิทเพราะจางไป โดยไม่เหลือ
ของตัณหานั้นนั่นเอง, เป็นความสละทิ้ง, เป็นความสลัดคืน, เป็นความปล่อย, เป็นความทำให้ไม่มีที่อาศัยซึ่ง
ตัณหานั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์นี้, มีอยู่, นี้คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ, ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ, การทำการงานชอบ, การเลี้ยงชีวิตชอบ, ความพากเพียรชอบ, ความระลึกชอบ, ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจจฺคือทุกข์ เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ดังนี้, ว่า

ก็อริยสัจจ์คือทุกข์นั้นแล, เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์คือทุกข์นั้นแล, เรากำหนดรู้ได้แล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาก่อน, ว่าอริยสัจจ์ คือเหตุให้เกิดทุกข์, เป็นอย่างนี้ อย่างนี้
ดังนี้, ว่าอริยสัจจ์คือเหตุให้เกิดทุกข์นินแล, เราได้ละแล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจจ์คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นั้นแล
เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล, เราทำให้แจ้งได้แล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจจ์ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรกระทำให้เกิดมี ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล, เราทำให้เกิดมีได้แล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง, มีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง เช่นนั้, ในอริยสัจจ์ทั้งสี่เหล่านี้, ยังไม่เป็นของบริสุทธิ์หมดจดด้วยดีแก่เรา อยู่เพียงใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ตลอดการเพียงนั้น, เรายังไม่
ปฏิญญาว่าตรสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อใด, ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง, มีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง เช่นนั้น ในอริยสัจจ์
ทั้งสี่เหล่านี้, เป็นของบริสุทธิ์ หมดจดด้วยดีแก่เรา, เมื่อนั้น, เราปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อม เฉพาะแล้ว, ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้ง
เทวดาและมนุษย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ญาณและทัสสนะได้เกิดแล้วแก่เรา, ว่าความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ, ความเกิดนี้ เป็นความเกิดครั้งสุดท้าย, บัดนี้ ความเกิดอีกย่อมไม่มี ดังนี้.
************

ที่อัญเชิญมา ถึงท่อนที่ว่า อะยะมันติมา ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพพพโว ติ เท่านั้น
สำหรับท่อนต่อจากนั้น เป็นการกล่าวสรรเสริญพระบารมีของพระประทีปแก้ว
ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วนั้น เป็นที่สรรเสริญของเทวดา ตลอดจนพรหมทุกชั้น
ที่ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญในประปัญญา บารมี น้ำพระทัยที่พระองค์ทรงเผยแผ่พระธัมมจัก
ซึ่งเป็นสุภาสิตวาจาที่ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ในทันที
หากว่าสามารถหาได้ จะนำมาเพิ่มเติมให้ครับ

อนุโมทนาบุญให้เจ้ากรรมนายเวร คุณครูอาจารย์ มารดรบิดา และทุกท่านที่พบพระธัมมจัก
จงมีความสวัสดีในที่ทุกสถานทุกกาลทุกเมื่อ มีพระธัมมจักคุ้มครองป้องกันใจให้พ้นจากอกุศลกรรม และอบายภูมิ ให้ทุกท่านทุกคนจงมีอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มีพระธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระบรมครู พระผู้มีพระภาคเจ้าสถิตย์อยู่ในจิตวิญญาณ พ้นจากทุกข์ มีความสุข อายุยืนยาวเพื่อประกอบกุศลกรรมอันดีร่วมกันตราบเท่าอายุของมนุษย์ในพระพุทธศาสนา
 

บทสวดธัมมจักกัปปะวัตนสูตร

บทสวดธัมมจักกัปปะวัตนสูตร 
อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง สัมพุชฌิตฺวา ตะถาคะโต 
ปะฐะมัง ยัง เอเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง 
สัมมะเทวะปะวัตเตนโต โลเก อัปปะฏิวัตติยัง 
ยักถากขาตา อุโภ อันตา ปะฏิปัตติ จะ มัชฌิมา 
จะตูสฺวาริยะสัจเจสุ วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง 
เทสิตัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง 
นาเมนะ วิสสุตัง สุตตัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง 
เวยยากะระณะปาเฐนะ สังคีตันตัมภะณามะ เสฯ 
************ 
ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง 
เอวัมเม สุตัง, เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย, ตัตระ 
โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ, 
ทะเวเม ภิกขะเว อันตา, ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา, โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค, 
หีโน, คัมโม, โปถุชชะนิโก, อะนะริโย, อะนัตถะสัญหิโต, โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค, ทุกโข, 
อะนะริโย, อะนัตถะสัญหิโต, 
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา, ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา,จักขุกะระณี, ญาณะกะระณี, อุปะสะมายะ, อะภิญญายะ, สัมโพธายะ, นิพพานายะ สังวัตตะติ, 
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา, อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค, เสยยะถีทัง สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต, สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม, สัมมาสะติ, 
สัมมาสะมาธิ, 
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา, ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา, จักขุกะระณี, 
ญาณะกะระณี, อุปะสะมายะ, อะภิญญายะ, สัมโพธายะ, นิพพานายะ สังวัตตะติ, 
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง, ชาติปิ ทุกขา, ชะราปิ ทุกขา, มะระณัมปิ ทุกขัง, 
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ปิเยหิ วิปปะโยโค 
ทุกโข, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, 
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง, ยายัง ตัณหา; โปโนพภะวิกา, นันทิราคะสะหะคะตา, ตัตระ ตัตฺราภินันทินี, เสยยะถีทัง, กามะตัณหา, ภะวะตัณหา, วิภะวะตัณหา, 
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง, โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะ 
นิโรโธ, จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย, 
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง, อะยะเมวะ อะริโย 
อัฏฐังคิโก มัคโค, เสยยะถีทัง, สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต, 
สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม, สัมมาสะติ, สัมมาสะมาธิ, 
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, 
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง 
อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, 
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง 
อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, 
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, 
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง 
อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย 
อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, 
อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, 
ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ 
อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง 
อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา 
อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, 
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ, ปัญญา อุทะปาทิ, วิชชา อุทะปาทิ, อาโลโก อุทะปาทิ, ตัง โข ปะนิทัง 


ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง 
อุทะปาทิ, ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ, 
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ทฺวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ, เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก, โลเก สะมาระเก 
สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง, 
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ทฺวาทะสาการัง 
ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ, อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก 
สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง, 
ญานัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ, อะกุปปา เม วิมุตติ, อะยะมันติมา ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ, อิทะมะโว จะ ภะคะวา, อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง, 
อิมัสฺมิญจะ ปะนะเวยยากะระณัสฺมิง ภัญญะมาเนฯ อายัสฺมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ 
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะ ตะเน มิคะทาเย, อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง, อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิวา โลกัสฺมินติฯ 

ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา 
จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง 
สัททัง สุตฺวา, 
พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, พรัหมะกายิกานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, พรัหมะปา-ริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, พรัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
มะหาพรัหมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, มะหาพรัหมานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
ปะริตตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, ปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
สุภะกิณฺหะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง สุภะกิณหะกาณัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
(อะสัญญิสัตตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง อะสัญญีสัตตานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา,) 
เวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, เวหัปผะลานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
อะวิหา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
อะตัปปา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, อะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
สุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
สุทัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุตฺวา, 
อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง, 

เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติยัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา 
โลกัสฺมินติ, 
อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวังฯ 
อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ 
โกฑัญโญติ อิติหิทัง อายัสฺมะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญเตววะ นามัง อะโหสิติ. 
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...