วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 โดย พระอาจารย์วีระนนท์ วีรนนฺโท

พระอาจารย์วีระนนท์ วีรนนฺโท สอนวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ระหว่างวันที่ 17/3/53 ถึงวันที่ 23/3/53








วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีชนะกรรม โดย ท่าน ว.วชิรเมธี



บรรยายเรื่อง วิธีชนะกรรม โดย ท่าน ว.วชิรเมธี
ให้ความรู้และธรรมะดีๆครับ








วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติ พระอาจารย์มหาสีไพร อาภาธโร


เรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติ พระอาจารย์มหาสีไพร อาภาธโร

เดิมที อาตมาเป็นคนมีโรคมาก เจ็บป่วยมาตั้งแต่เด็ก เข้าโรงพยาบาล ฉีดยา ทานยาตลอด 3 วันดี 4 วันไข้ สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง เลือดกำเดาไหลบ่อยมาก ปวดหัว มีน้ำมูก เป็นหวัดบ่อย เจ็บคอ ท้องอืด ตอนหลังมาเป็นไซนัส มีเนื้องอกปิดรูจมูกทั้ง 2 ข้าง หายใจไม่ออก มีน้ำหนองเน่าที่หัวข้างขวา ไหลออกทางจมูกเหม็นมาก เขย่าหัวครอกแครก เหมือนมะพร้าวแก่ เคยป่วยเป็นโรคบิด โรคไทฟอยด์ขึ้นสมอง เคยเป็นโรคกินอาหารแล้วไม่ย่อย ท้องอืด สำรอกออกมาเป็นฟอง ปวดท้องทรมานมาก เคยเป็นโรคปวดข้อปวดกระดูกอย่างรุนแรง ปวดสุดที่จะบรรยายมาหลายปี เคยอยู่ในถ้ำ ติดเชื้อโรคไรค้างคาว ปวดหัวรุนแรงมากกว่าโรคมาเลเรียหลายเท่า เคยติดเชื้อไข้ป่าตอนเดินธุดงค์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร เข้าออกโรงพยาบาลเกือบทุกอาทิตย์ นับรวมโรงพยาบาลแล้วได้ ๑๔ โรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลศิริราช สนามบินกำแพงแสน คริสต์เตียน บางเลน ชัยนาท อินทร์บุรี ค่ายจิระประวัติ ฯลฯ วิภาวดี สมเด็จศรีราชา คลินิกไม่นับ ทางสมุนไพรสารพัดตำรา กัมมัฏฐานวิปัสสนาทำเกือบทุกอย่าง ทำได้เพียงจิตนิ่ง จิตสว่าง จิตสงบ แต่โรคที่เป็นอยู่ไม่หาย รวมเวลาในการรักษา 40 ปี พอดี ที่ทุกข์ทรมาน

จนต้นปี 2549 ได้เข้ารับการปฏิบัติสมาธิที่ศูนย์พลาญข่อย จ.อุบลราชธานี ปฏิบัติเข้าไปใน จิตในจิต หมุนเป็นพายุทอร์นาโดแรงมาก เหวี่ยงแขน เหวี่ยงขา กลิ้ง อาเจียน น้ำมูกน้ำตาไหลออกมา จิตมันเหวี่ยงเข้าไปในอดีตแสดงผลของกรรมเก่าและกรรมใหม่ออกมา เจ็บป่วยตรงไหนไม่สบายตรงไหนแรงเหวี่ยงเข้าไปหมุนตรงนั้น เหวี่ยงตรงนั้นพร้อมทั้งรู้ต้นเหตุที่สร้างกรรมด้วย เหวี่ยงแขนข้างขวาหมุนอย่างแรงจึงไปรู้ต้นเหตุว่า ต้นเหตุที่แขนข้างขวาชา เป็นเพราะอัมพฤกษ์ เพราะกรรมในปัจจุบันชาติ หักก้ามปูเผาปิ้งกิน ต้นเหตุที่อาเจียนเป็นเลือด ท้องอืดสำรอกออกมาเป็นฟอง เพราะกรรมเบื่อยาหนู ต้นเหตุที่ปวดหัวอย่างรุนแรง เพราะว่ากรรมที่ตีหัวหนูตายเป็นพันตัว,ต้นเหตุที่เจ็บคอเดือนละสองสามครั้ง เพราะกรรมตกปลา ปักเบ็ด ต้นเหตุที่เป็นไซนัส เพราะกรรมที่เคยเป็นพระสมัยทวาราวดี ไปทำผิดต่อสีกา ต้นเหตุที่เป็นคนมีโรคมาก เพราะกรรมที่ชอบรังแกเบียดเบียนสัตว์ เกิดมาไม่เคยกลัวบาป คำว่าบาปไม่มีในหัวใจ มีแต่ต้องทำต้องได้

ปฏิบัติอยู่ 22 วัน โรคที่เป็นมา40 ปีหายหมดเลย ไม่ต้องไปโรงพยาบาล จึงมารู้ว่าจิตของเรานี้เป็นหมอที่วิเศษ รักษากายได้ เมื่อหายแล้วก็มาพิจารณาว่า สิ่งที่เราปฏิบัติในครั้งนี้เป็นอะไร จากการพิจารณาแล้วจึงรู้ว่า เป็นวิปัสสนา บูรณาการ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยองค์รวมที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐาน การปฏิบัติตรงนี้ไม่มีการแยก กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เราสอนกัน ส่วนมากเป็นการสอนแบบแยกส่วน ที่เรียกว่าสติปัฏฐานแยก กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนเราเรียนรู้เครื่องจักรกล แยกชิ้นส่วน เราก็เลยเป็นหุ่นยนต์ไปเลย คนเราไม่ใช่กลไกแต่เป็นองค์รวม สองอย่างนี้ แตกต่างกันค่อนข้างมาก กลไกประกอบไปด้วยชิ้นส่วน แต่องค์รวมนั้นเกิดจากองค์ประกอบ ท่านสามารถแยกชิ้นส่วนออกจากกันได้ไม่มีอะไรตาย ท่านสามารถนำชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่แล้วกลไกลก็เริ่มทำงาน แต่สำหรับองค์รวมนั้น ถ้าท่านเอาองค์ประกอบออกไปมันก็จะตาย ถึงท่านนำมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่ แต่องค์ประกอบนั้นก็ไม่มีชีวิต องค์รวมเป็นหน่วยของชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน

ท่านไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายก็ไม่ใช่ท่าน ท่านเป็นทั้งร่างกายและจิตใจที่ไปด้วยกัน เป็นสองอย่างที่ต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำกับร่างกายก็มีผลต่อจิตใจท่านด้วย และอะไรก็ตามที่ทำกับจิตใจท่านก็มีผลกับร่างกายของท่านด้วย ร่างกายและจิตใจจึงเป็นสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ในร่างกาย ในความคิด ในจิตวิญญาณ หรือในการรู้ตื่นของท่าน จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างในองค์รวมนั้น ท่านจะถูกกระทบจากองค์ประกอบของหน่วยที่มีชีวิต เครื่องจักรเป็นเพียงการรวมตัวของชิ้นส่วน แต่องค์รวมเป็นอะไรบางอย่าง ที่มากไปกว่าผลรวมขององค์ประกอบทั้งหมดของมัน และสิ่งที่มากไปกว่านั้นก็คือจิตวิญญาณของท่านนั่นเอง มันจะแทรกซึมเข้าไปใน “อณูในตัวท่าน” ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะเข้าไปสั่นสะเทือนการดำรงอยู่ของท่านเสมอ การทำสมาธิเพื่อการผ่อนคลายจึงเป็นการเข้าไปเรียนรู้การทำงานของกายและจิตนั่นเอง ผลพลอยได้ก็คือสุขภาพกายและจิตที่ดี โรคภัยไข้เจ็บก็หาย เราปฏิบัติไม่ใช่ไปรักษาโรค แต่ผลที่ได้มันหายจริงๆ

เกียรติประวัติ

- เปรียญธรรม 3 ประโยค
- อภิธรรมบัณฑิตเอก
- พระอาจารย์สอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน
- นักธรรมเอก
- ผลงานหนังสือ "สมาธิเพื่อการผ่อนคลาย รักษาสุขภาพกายและจิตโดยองค์รวม"

พระอาจารย์มหาสีไพร อาภาธโร สอนสมาิธิเพื่อการผ่อนคลายรักษาสุขภาพ

พระอาจารย์มหาสีไพร  อาภาธโร
ในรายการ รายการเยาวชนก้าวหน้าอย่างมีสุข ช่อง TNN2






พระอาจารย์มหาสีไพร อาภาธโรสอนสมาธิเพื่อการผ่อนคลายรักษาสุขภาพกายและจิตโดยองค์รวม

ประวัติพระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

อาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล


ประวัติพระอาจารย์ คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

ประวัติในช่วงที่ท่านเป็นฆราวาส

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เกิดวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๐๖ ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กรงเทพฯ ท่านจบปริญญาตรี นายร้อย จปร. สาขาวิศวกรรมเครื่องกล และ ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย  จากนั้นท่านได้ รับราชการทหาร โดยมียศหลังสุดในชีวิตฆราวาสเป็นพันตรี

จุดเริ่มต้นในเส้นทางธรรมของพระอาจารย์คึกฤทธิ์

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ขณะท่านเรียนอยู่เตรียมทหาร ชั้นปีที่ ๑ ระหว่างปิดเทอม โยมแม่ของท่านได้พาไปบวชกับ หลวงพ่อชา สุภัทโท ที่วัดหนองป่าพงเป็นเวลา ๑ เดือน เป็นครั้งแรกที่ไปสู่ดินแดนแห่งความสงบวิเวก ที่ยังใช้ชีวิตแบบง่ายๆ ตามกุฏิ ใช้การจุดเทียนให้แสงสว่าง เดินตามทางใช้ไฟฉาย น้ำอุปโภค ใช้เชือกผูกกับปิ๊บหย่อนไปในบ่อดิน ช่วยกันดึงขึ้นแล้วเทใส่ถังในรถ เข็นไปไว้ตามกุฏิ ศาลา และที่ต่างๆ อาหารขบฉันที่มีไม่มาก ต้องใช้พระตัวแทนสงฆ์มาจัดแจกแบ่งปันส่วน เพื่อให้เพียงพอกับทุกชีวิตในวัด และได้พบหลวงพ่อชา ได้ใกล้ชิด และสัมผัสกับธรรมะ รวมถึงข้อวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด งดงามน่าเลื่อมใสของท่าน สัมผัสกับจิตบริสุทธ์ทีมีอยู่จริง เกิดใคร่สนใจอยากศึกษา จึงเริ่มมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อครบกำหนดลาสิกขากลับมาสู่การศึกษาเล่าเรียน จึงตั้งใจเริ่มฝึกหัดรักษาศีล ๕ อย่างเคร่งครัด ตามสติกำลังอยู่ตลอดมามิได้ขาด

ท่านได้กลับไปยังวัดหนองป่าพงในทุกช่วงเวลาปิดเทอม จนกระทั่งได้มีโอกาสบวชอีกทีในตอนปิดเทอมชั้นปีที่ ๔ ของนายร้อย จปร. ในครั้งนี้ ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อหลวงพ่อชา ว่า จะใช้ชีวิตฆราวาสอีกเพียง ๑๐ ปี แล้วขอให้มีเหตุปัจจัยผลักดันให้ได้ครองเพศบรรพชิตไปตลอดชีวิต

    หลังจากได้ตั้งอธิษฐานกับหลวงพ่อชาในครั้งนั้น ท่านก็ใช้ชีวิตทางโลกอย่างปรกติเรื่อยมา ท่านเล่าว่าการใช้ชีวิตโดยมีสติและธรรมะอยู่กับตัว ช่วยให้การดำเนินชีวิตทางโลกของท่านเป็นไปอย่างสะดวก ไม่เศร้าหมอง และมีส่วนสนับสนุนความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก แต่บางครั้งการมีสติ ก็ทำให้การไปเที่ยวเตร่หรือการเที่ยวเล่นเริ่มไม่เป็นเรื่องสนุกเหมือนอย่างเคย เพราะท่านมองเห็นแต่โทษภัยของการขาดสติ โทษของการที่เผลอเพลินไปกับกิเลสต่างๆ จนในที่สุด เมื่อครบ ๑๐ ปี ตรงกับที่ได้ตั้งอธิษฐานไว้ และเป็นปีที่หลวงพ่อชาได้มรณภาพ ในกาลนั้นเองท่านได้เห็นสัจธรรมความไม่เที่ยงของสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่เว้นแม้แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพ ท่านจึงอาศัยสิ่งนี้เป็นอันดับแรก เป็นอนุสติเครื่องกระตุ้นเตือนใจ ผลักตัวเองให้ออกจากชีวิตทางโลก ประกอบกับเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่ค่อยเห็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตฆราวาสเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งได้รู้สึกถึงความก้าวหน้าของผลการปฏิบัติ ที่ค่อยๆ ฝึกหัดกระทำมาตลอด ๑๔ ปี นับแต่เจอหลวงพ่อชา สิ่งเหล่านี้จึงรวมมาเป็นเหตุปัจจัยผลักดันให้ท่านเข้ามาบวชอีกครั้ง

ครั้งนี้ท่านเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัตร์ ที่สำนักสงฆ์บุญญาวาส จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันเป็นวัดสาขาของวัดหนองป่าพง มีพระอาจารย์ตั๋น (พระอาจารย์อัครเดช ถิรจิตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส หลังจากบวชได้ระยะหนึ่ง ในระหว่างออกปลีกวิเวกธุดงค์ร่วมกับพระเถระอีก ๒ รูป ท่านได้มาบำเพ็ญภาวนา พำนักอยู่ยังผืนนาอันเป็นของโยมแม่ท่านยกถวาย ณ.บริเวณถนนลำลูกกา คลองสิบ จังหวัดปทุมธานี เรื่อยมาจนท่านได้ ๕ พรรษา จากนั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านได้พำนัก อยู่เพียงลำพังผู้เดียว ท่านจึงอาศัยความสันโดษวิเวกนี้ เป็นโอกาสแห่งการปฏิบัติภาวนาอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมทั้งศึกษาธรรม และวินัยจากพระโอษฐ์ควบคู่กันไป

ในช่วงหน้าแล้งของแต่ละปี ท่านได้หาโอกาสออกวิเวกตามป่าเขา จนในพรรษาที่ ๗ หลังออกวิเวกธุดงค์ โดยเดินจากเมืองกาญจนบุรีผ่านทุ่งใหญ่นเรศวร ขึ้นจังหวัดตาก และเมื่อกลับมาถึงคลองสิบ ได้เป็นไข้มาลาเรีย นอนป่วยอยู่ผู้เดียวเป็นเวลา ๗ วัน จึงมีคนมารับไปรักษา ผลจากอาพาธครั้งนี้ทำให้ท่านมีอาการอ่อนเพลียต่อเนื่องมาอีก ๕ ปี จึงเริ่มหายเป็นปกติ ในระหว่างนั้นสถานที่ดังกล่าวค่อยๆ ได้รับการพัฒนาตามลำดับ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ หรือประมาณ ๘ ปี นับแต่ท่านได้มาอยู่บำเพ็ญภาวนาสถานที่แห่งนี้ จึงได้ขึ้นทะเบียนตั้งเป็นวัดนาป่าพงจวบจนถึงปัจจุบัน

ท่านได้วางแนวทางการปฏิบัติของพระสงฆ์ในวัดได้อย่างชัดเจน โดยยึดแต่คำสอนที่เป็นพุทธวจนะของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทาง ท่านได้วางนโยบายในวัดให้มีความสงบสอดคล้องเหมือนกับการออกวิเวกธุดงค์ กำหนดกิจข้อวัตรของพระในวัดให้กระชับที่สุด และเป็นกฎเกณฑ์ของหมู่คณะที่ต้องเคร่งครัด เพื่อเปิดโอกาสให้พระได้มีเวลาในการภาวนามากๆ

ผู้ที่จะบวชในวัดนี้ควรจะต้องมีเวลาอย่างน้อย ๑ เดือน เพื่อเตรียมตัวอยู่เป็นผ้าขาวก่อนประมาณ ๒ อาทิตย์ จากนั้นบรรพชาเป็นสามเณรอีกประมาณ ๑ อาทิตย์ แล้วจึงสามารถบวชเป็นพระได้ ทั้งนี้เพื่อฝึกฝนข้อวัตรปฏิบัติ และเป็นการชำระกายใจให้บริสุทธิ์เสียก่อน เนื่องเพราะท่านเห็นว่าการบวชในระยะสั้นๆ นั้นเกิดประโยชน์น้อย และเสี่ยงต่อการทำผิดในเพศบรรพชิตได้ง่าย
ท่านเน้นย้ำมากในเรื่องการศึกษาและปฏิบัติธรรมะว่า ควรศึกษาโดยตรงในธรรมะจากพระโอษฐ์เท่านั้น เพราะที่ทรงตรัสถึงขีดจำกัดของสาวกที่เป็นเพียงผู้เดินตามมรรค การแสดงความเห็นของสาวกย่อมมีข้อผิดเพี้ยน ซึ่งเป็นเหตุเสื่อมและเป็นความอันตรธานแห่งธรรมวินัยของตถาคตในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต และเป็นเหตุแห่งการนับถือศาสนาพุทธที่ผิดเพี้ยนไปด้วย รวมถึงการนำพระพุทธศาสนาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
วัดนาป่าพง

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินทโร สอนสมาิธิ

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินทโร

ที่มา www.dhammajak.net

เหตุผลที่ชาวพุทธ "จำเป็น" ต้องทำ "สมาธิ"

ทุกวันนี้ มีชาวพุทธจำนวนมาก ที่ไม่รู้ว่า...

สมาธิ คือ อะไร?
ทำไม ต้องทำสมาธิ?
สมาธิ มีประโยชน์ ?

หลายคนคิดว่า สมาธิเป็นเรื่องของพระสงฆ์ , คนที่ปล่อยวางทางโลกแล้ว,
ต้องเข้าป่า, ต้องหนีทางโลก , เรื่องของคนแก่ถือศีลตามวัด จึงจะทำสมาธิได้

แต่จริงๆ แล้ว
สมาธิเกี่ยวข้องกับ "ชีวิตประจำวัน" ของทุกคน ในทุกอย่างก้าว

และ เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด สำหรับชาวพุทธ (ที่ไม่ใช่แค่พุทธในทะเบียนบ้าน !)
สามารถฝึกสมาธิ ในทุกสถานที่ เช่น ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน
และ ทำได้ ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย (เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้ใหญ่ คนชรา)


สมาธิ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคน"จำเป็น" ต้องทำ

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล กรุงเทพฯ
(ศิษย์เอกองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น)

ท่านได้อธิบายเรื่องสมาธิ ดังนี้

สมาธิ คือ การที่จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

(วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำสมาธิ คือ เพิ่ม"พลังจิต" )

- ร่างกาย ต้องมี กำลัง(พลัง)กาย และ จิต ก็ต้องมี พลังจิต เช่นกัน

- พลังกาย ได้จาก การกินอาหาร
พลังจิต ได้จาก การทำสมาธิ

- ในชีวิตประจำวัน :

ร่างกาย ต้องใช้ พลังกายในทุกๆกิจกรรม
ทำให้พลังกายลดลง ซึ่งต้องชดเชยกลับโดยการ ทานอาหาร
เพราะ ถ้าพลังกายลดลงมากเกินไป ร่างกายก็จะอ่อนแอถึงตายได้

จิต ก็จำเป็นต้องนำ พลังจิตออกมาใช้งาน ในทุกๆกิจกรรม เช่นกัน
ทำให้พลังจิตลดลง ซึ่งต้องโดยชดเชยกลับโดยการ ทำสมาธิ
เพราะ ถ้าพลังจิตลดลงมากเกินไป จิตใจก็จะอ่อนแอ-เสื่อม อาจถึงเป็นบ้าได้

ดังนั้น พลังกาย และ พลังจิต
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์

- ความสุข / สงบในสมาธิ และ การเข้าฌานได้
เป็นแค่ “ผลพลอยได้” ที่เกิดการสะสมพลังจิตไว้มากเพียงพอแล้ว เท่านั้น
(ถ้าพลังจิตยังสะสมไม่มากพอ จิตก็จะยังไม่สงบ และ ยังเข้าฌานไม่ได้)

*** หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านจึงเน้นการทำสมาธิ
เพื่อ นำพลังจิตมาใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องสำคัญ

ส่วนความสุข/สงบในสมาธิ หรือ การเข้าฌานได้ ก็ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต


การทำสมาธิ “จำเป็น” ต้องบริกรรม

หลวงพ่อวิริยังค์ สอนว่า การทำสมาธิ “จำเป็น” ต้องบริกรรม

การบริกรรม
คือ การนึกคำเพียง 1 คำ เท่านั้น ในใจ นึกซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ
เช่น นึกคำว่า พุท-โธ , สัมมา-อรหัง, นะโมพุท-ธายะ, เตโช-กสิณัง, ยุบหนอ-พองหนอ ฯลฯ
(เลือกใช้แค่ 1 คำ เท่านั้น)

กติกาที่สำคัญ คือ “ไม่ควรเปลี่ยนคำบริกรรม”
เช่น เลือกนึกคำว่า "พุท-โธ" ก็ต้องใช้ "พุท-โธ " เท่านั้น ในทุกครั้งที่ทำสมาธิ

วิทิสาสมาธิ (ของหลวงพ่อวิริยังค์)

วิทิสาสมาธิ คือ
นั่งสมาธิ แค่ครั้งละ 5 นาที
วันละ 3 ครั้ง(เช้า-กลางวัน-เย็น) ทุกวัน

วิทิสาสมาธิ เป็นรูปแบบสมาธิที่ง่ายที่สุด
แต่ให้ผลเพิ่มพลังจิต ได้อย่างมหาศาล

เหมาะกับ คนสมัยใหม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาทำสมาธิ
ด้วยติดขัดภาระกิจ-การงาน-ปัญหาในชีวิตประจำวัน
เพราะใช้เวลาทำสมาธิแค่ 5 นาที ครับ

บางคน ถ้าจะให้หมั่นภาวนาเรื่อยๆ ในขณะยืน-เดิน-นั่ง-นอน / ระหว่างการทำงาน
แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็ทำไม่ได้ เพราะ ใจมัวแต่พะวง-กังวลเรื่องงาน

วิทิสาสมาธิ จึงเป็นการทำให้ง่าย สำหรับทุกคน
เพราะ กำหนดเป็นเวลาชัดเจน 3 เวลา คือ เช้า-กลางวัน-เย็น
เหมือน การทานข้าว/ยา ให้ตรงเวลา 3 มื้อ แค่นั้นเอง

สำคัญที่สุด คือ "ต้องทำทุกวัน" (ห้ามขาดแม้แต่วันเดียว)
และ ถ้าทำ ติดต่อกัน แค่ 1 - 3 เดือน รับรองเห็นผลดี แน่นอน ครับ
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...