วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำแปลบทสวดธัมมจักกัปปะวัตนสูตร

คำแปลธัมมจักกัปปวัตนสุตตัง
ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระเจ้า), ได้สดับมาแล้วอย่างนี้, สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี, ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างเหล่านี้ มีอยู่, เป็นสิ่งที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะเลย, นี้คือการประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย, เป็นของต่ำทราม, เป็นของชาวบ้าน, เป็นของคนชั้นปุถุชน, ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า, ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย, นี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่ง, คือการประกอบการทรมานตนให้ลำบาก, เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งทุกข์. ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า, ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติทางสายกลาง ไม่เข้าไปหาที่สุดแห่งการกระทำสองอย่างนั้น, มีอยู่, เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ, เพื่อความสงบ,
เพื่อความรู้ยิ่ง, เพื่อความรู้พร้อม, เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น เป็นอย่างไรเล่า, ข้อปฏิบัติทางสายกลางนั้น คือ ข้อปฏิบัติ
เป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการนี้เอง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ, การทำการงานชอบ, การเลี้ยงชีวิตชอบ, ความพากเพียรชอบ, ความระลึกชอบ, ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แล คือข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง, เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมแล้ว, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดจักษุ, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ, เพื่อความสงบ, เพื่อความรู้ยิ่ง, เพื่อความรู้พร้อม, เป็นไปพร้อม
เพื่อนิพพาน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์ คือทุกข์นี้, มีอยู่, คือความเกิดก็เป็นทุกข์, ความแก่ก็เป็นทุกข์, ความตายก็เป็นทุกข์, ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์, ความประสบกับสิ่งที่
ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์คือเหตุให้เกิดทุกข์นี้, มีอยู่, นี้คือ ตัณหา, อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก,
อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน, เป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ, ได้แก่
ตัณหาเหล่านี้ คือ, ตัณหาในกาม, ตัณหาในความมีความเป็น, ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้, มีอยู่, นี้คือความดับสนิทเพราะจางไป โดยไม่เหลือ
ของตัณหานั้นนั่นเอง, เป็นความสละทิ้ง, เป็นความสลัดคืน, เป็นความปล่อย, เป็นความทำให้ไม่มีที่อาศัยซึ่ง
ตัณหานั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือ แห่งทุกข์นี้, มีอยู่, นี้คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ, ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ, การทำการงานชอบ, การเลี้ยงชีวิตชอบ, ความพากเพียรชอบ, ความระลึกชอบ, ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจจฺคือทุกข์ เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ดังนี้, ว่า

ก็อริยสัจจ์คือทุกข์นั้นแล, เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์คือทุกข์นั้นแล, เรากำหนดรู้ได้แล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาก่อน, ว่าอริยสัจจ์ คือเหตุให้เกิดทุกข์, เป็นอย่างนี้ อย่างนี้
ดังนี้, ว่าอริยสัจจ์คือเหตุให้เกิดทุกข์นินแล, เราได้ละแล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจจ์คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นั้นแล
เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล, เราทำให้แจ้งได้แล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, จักษุเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ญาณเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, วิชชาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา, ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน, ว่าอริยสัจจ์ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรกระทำให้เกิดมี ดังนี้, ว่า ก็อริยสัจจ์ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้นแล, เราทำให้เกิดมีได้แล้ว ดังนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง, มีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง เช่นนั้, ในอริยสัจจ์ทั้งสี่เหล่านี้, ยังไม่เป็นของบริสุทธิ์หมดจดด้วยดีแก่เรา อยู่เพียงใด, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ตลอดการเพียงนั้น, เรายังไม่
ปฏิญญาว่าตรสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว, ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เมื่อใด, ปัญญาเครื่องรู้เห็นตามที่เป็นจริง, มีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง เช่นนั้น ในอริยสัจจ์
ทั้งสี่เหล่านี้, เป็นของบริสุทธิ์ หมดจดด้วยดีแก่เรา, เมื่อนั้น, เราปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อม เฉพาะแล้ว, ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้ง
เทวดาและมนุษย์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็ญาณและทัสสนะได้เกิดแล้วแก่เรา, ว่าความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ, ความเกิดนี้ เป็นความเกิดครั้งสุดท้าย, บัดนี้ ความเกิดอีกย่อมไม่มี ดังนี้.
************

ที่อัญเชิญมา ถึงท่อนที่ว่า อะยะมันติมา ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพพพโว ติ เท่านั้น
สำหรับท่อนต่อจากนั้น เป็นการกล่าวสรรเสริญพระบารมีของพระประทีปแก้ว
ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วนั้น เป็นที่สรรเสริญของเทวดา ตลอดจนพรหมทุกชั้น
ที่ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญในประปัญญา บารมี น้ำพระทัยที่พระองค์ทรงเผยแผ่พระธัมมจัก
ซึ่งเป็นสุภาสิตวาจาที่ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ในทันที
หากว่าสามารถหาได้ จะนำมาเพิ่มเติมให้ครับ

อนุโมทนาบุญให้เจ้ากรรมนายเวร คุณครูอาจารย์ มารดรบิดา และทุกท่านที่พบพระธัมมจัก
จงมีความสวัสดีในที่ทุกสถานทุกกาลทุกเมื่อ มีพระธัมมจักคุ้มครองป้องกันใจให้พ้นจากอกุศลกรรม และอบายภูมิ ให้ทุกท่านทุกคนจงมีอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มีพระธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระบรมครู พระผู้มีพระภาคเจ้าสถิตย์อยู่ในจิตวิญญาณ พ้นจากทุกข์ มีความสุข อายุยืนยาวเพื่อประกอบกุศลกรรมอันดีร่วมกันตราบเท่าอายุของมนุษย์ในพระพุทธศาสนา
 

ไม่มีความคิดเห็น:

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...