วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อาณุภาพของบทสวดมนต์ มหาเมตตาใหญ่

ความฝันควบคู่นิมิต

ตามที่ผูเขียนอธิบายบอกกล่าวให้ได้รับรู้ว่า ความฝัน กับนิมิตนั้นแยกกันแทบไม่ออก ถ้าผู้ที่
ฝันหรือนิมิตนั้น มิใช้ผู้ที่ปฏิบัติสวดมนต์ ภาวนา และแยกแยะออกว่าสิ่งใดคือ ความฝัน สิ่ง
ใดคือ นิมิต เรื่องที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นว่าจะเล่านั้น เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในคืนที่เขียนบั้น
ทึกเรื่อง ฝึกจิตแก้กรรมโดยโทรจิต กำลังจะเข้าเนื้อเรื่อง
ก็ต้องพักการเขียนดังกล่าว เพื่อที่จะเขียนบันทึกนี้

เรื่องเล่า สวดมนต์ ปลดปล่อยวิญญาณ

เข้าพรรษา ปี 2552 ผู้เขียน ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากติดเชื้อไข้หวัด
2009 การรักษาตัว เป็นไปด้วยดี นอนรักษาจนล่วงเลยมาถึง วันพุธที่ 4 เดือนสิงหาคม ครบ
7วันอาการที่เจ็บป่วยต่างๆเริ่มดีขึ้น แทบจะกล่าวได้ว่า ร่างกายเป็นปกติ พร้อมจะกลับบ้าน

แล้ว หมอจึงให้ย้ายจากผู้ป่วยเฝ้าระวัง มาพักฟื้นที่ห้องสามัญ ซึ่งห้องสามันดังกล่าวเพิ่ง
เปิดรับคนไข้ รักษาเป็นเวลาได้ไม่นาน ผูเขียนได้มาพักฟื้นในห้องดังกล่าว
คืนแรกกว่าจะหลับได้ก็ประมาณเกือบจะเข้าเช้าวันใหม่ ก่อนนอนด้วยความที่ไม่ได้สวด
มนต์มาหลายวัน จากการไม่สบาย วันนั้นจึงสวดโดยใช้ บทสวด เมตตาพรหมวิหารภาวนา
หรือเมตตาใหญ่และชินบัญชร ซึ่งท่านที่เคยสวดบทสวดมนต์ เมตตาใหญ่ฯ จะทราบกันดีว่า
เป็นบทที่ค่อนข้างยาว ผู้เขียนสวดพอได้ ใช้เวลาในการสวด 1 จบ เกือบครึ่งชั่วโมงจึงไม่ค่อย

ใช้บทสวดนี้มาสวดนัก วันนั้นนึกอยากสวด เพราะเป็นการนอนคืนแรกในห้องสามัญ
ดังกล่าว จึงอันเชิญสวด 1 จบ พร้อมบทสวดชินบัญชรที่ผู้เขียนใช้สวดบ่อยและท่องจำได้
โดยไม่ต้องเปิดหนังสืออ่านตาม พร้อมแผ่เมตตาอย่างที่เคยกระทำในทุกๆครั้ง สวดจนครบ
ดังที่กล่าว ได้นั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมง และเข้านอนๆหลับ จิตนิ่งได้นิมิตกึ่งฝันว่า ขึ้น
ไปอยู่ในตึกที่สูง ซึ่งคล้ายกับห้องสามัญที่เรานอนพักฟื้น แต่แตกต่างกันพอประมาณ ได้เห็น
ศพคนตาย นอนสุมกันเป็นกอง มีทั้งหญิงและชายประมา 20 ถึง 30 ศพ เห็นจะได้ ผู้เขียนยืน
มองปลงในร่างกายมนุษย์ และกล่าวในจิตกับสิ่งที่เห็น " เกิดแก่เจ็บตายเป็นสิ่งที่จะต้องเจอ

กันทุกท่านขณะนี้เป็นเวลาท่าน ต่อไปก็ถึงคราวเราต้องเป็นไปทุกคน " ใจหนึ่งก็ปลง ใจหนึ่ง
ก็นึกกลัว กล่าวในจิตกับศพเหล่านั้น พร้องกับอากับกิริยาความกลัวปะปนควบคู่ อยู่ในภวังค์
ได้สักระยะ สิ่งที่เห็น ได้เปลี่ยนสภาพเป็นดวงวิญญาณและกำลังจะร้องบอกอะไรบางอย่าง
กับผู้เขียน ด้วยความที่ผู้เขียนกลัว ยังไม่ทันได้โต้ตอบและรับฟังสิ่งที่วิญญาณเหล่านั้นจะ
เจรจา ผู้เขียนกลับวิ่งหนี ดวงวิญญาณที่กล่าว กลับวิ่งตาม จนตามผู้เขียนทัน และได้ขอให้
ช่วยปลดปล่อยพวกเขาที ผู้เขียนถามกลับแล้วจะให้ทำอย่างไรตัวผู้เขียนไม่มีความสามารถที่

จะทำตามที่ขอให้หรอก ผู้เขียงโต้ตอบกับวิญญาณเสร็จ ก็เดินกึ่งวิ่ง จะหนี ก้าวเดินยังไม่ถึง
สามก้าว ก็ได้มีดวงวิญญาณดวงหนึ่งเป็นเสียงผู้ชาย กล่าวว่า " ท่านทำได้โปรดช่วยเหลือเรา
เถิด " ผู้เขียนกล่าวตอบ" ไม่! เราไม่มีบารมีที่จะสามารถปลดปล่อยพวกท่านได้หลอก
ให้ ไปขอท่านอื่นที่เขาสามารถทำตามที่ท่านร้องขอได้เถิด " ท่านทำได้ ท่านทำได้ ช่วยเรา
ด้วยเถิดขอเพียงท่านรับปากว่าจะช่วย " ผู้เขียนไม่ทราบว่าจะทำอย่าไร ใจก็อยากจะไปให้

พ้นจากวิญญาณเหล่านั้น จึงรับปากช่วย แบบขอไปที "เรารับที่ช่วยแล้ว! เราไปนะ ตัว
ผู้เขียนเดินจากมา ดวงจิตดวงเดิมได้กล่าวขึ้นอีกว่า "เดี๋ยว ท่านบอกจะช่วยให้เราหลุดพ้น
ท่านต้องส่งกุศลให้เราก่อน" ผู้เขียนกำหนดแผ่ส่วนบุญให้กับดวงวิญญาณเหล่านั้น ดวง
วิญญาณเล่านั้นได้รับบุญกุศลที่ผู้เขียนแผ่ให้ ร้องดีใจกันเสียงดังขรม พร้อมกลับกลายเป็น
ดวงจิตเล็กๆมากมากมองเห็นได้รอบๆตัวผู้เขียน ดวงจิตเหล่านั้นมีแสงระยิบระยับเป็นดวง

เล็กๆคล้ายหิงห้อย ล่องลอยขึ้นสู่บนฟ้า ผู้เขียนขึ้นตามไปส่ง ไปได้ประมาณครึ่งทางก็ตกใจ
ตื่น เหตุการณ์หมดที่เกิดขึ้นนั้นผุ้เขียนตื่นขึ้นยังจำได้ทุกเหตุการณ์ที่นิมิตฝัน และได้ถ่ายทอด
เป็นเรื่องเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่าน พร้อมสรุปในเรื่องราวของการนิมิตปนฝันนี้ว่า น่าจะเป็น
จากบทสวดมนต์เมตตาใหญ่ฯ และชินบัญชร ที่ผู้เขียนได้สวดและแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล

ให้กับวิญญาณเหล่านั้น ท่านผู้อ่านๆเรื่องเล่านี้แล้ว ผู้เขียนหวังว่า เรื่องเล่าเรืองนี้จะทำให้
ท่านทราบว่า สิ่งที่มองไม่เห็นรับรู้ได้ ทางฝันและนิมิตอีกทางหนึ่ง และพุทธทานุภาพของ
บทสวดมนต์ ต่างๆที่พระพุทธเจ้าได้เผยแพร่ให้เราชาวพุทธได้ปฏิบัติ เปี่ยมด้วยพุทธทา
นุภาพบารมี ถึงพระองค์ท่านจะ ปรินิพานหมดภพชาติความเป็นมนุษย์
(ตรัสรู้ไปนานแล้ว) พุทธทานุภาพ บารมีของท่านมิมีเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แม้ บทสวด
แม่ตาใหญ่ฯ ผู้เขียนนั้น พึ่งจะนำมาปฏิบัติสวดไม่ถึงสิบครั้ง บารมียังเกิด มีดวงวิญญาณมา

ขอบารมีให้ช่วยปลดปล่อยเขาให้ไปจุติเกิด ณ.ภพภูมิใหม่ " สาธุ ขอให้ดวงวิญญาณเหล่านั้น
สู่สุคติ หมดภพภูมิ ที่จะต้องใช้กรรมทุกข์ทรมาน ไม่ ว่าท่าน ตอนมีชีวิต ท่านจะเป็นสาวก
ของพระผู้เป็นเจ้าพระองค์ใด ปัดนี้ พุทธทานุภาพ ของสมเด็จพระพุทธเจ้า พระพุทธโคดม
ได้ปลดปล่อยท่านให้หลุดพ้น ขอให้ท่านมีภพภูมิที่สูงส่ง จุติเป็นมนุษย์ ได้มาอยู่ในร่มโพธิ์
บารมี ของพระพุทธเจ้าณ.ประเทศไทย สยามประเทศ เถิด " จบเรื่องเล่า สวดมนต์
ปลดปล่อยวิญญาณ

ที่มา palungjit.com

ไม่มีความคิดเห็น:

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...