วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติ พระอาจารย์มหาสีไพร อาภาธโร


เรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติ พระอาจารย์มหาสีไพร อาภาธโร

เดิมที อาตมาเป็นคนมีโรคมาก เจ็บป่วยมาตั้งแต่เด็ก เข้าโรงพยาบาล ฉีดยา ทานยาตลอด 3 วันดี 4 วันไข้ สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง เลือดกำเดาไหลบ่อยมาก ปวดหัว มีน้ำมูก เป็นหวัดบ่อย เจ็บคอ ท้องอืด ตอนหลังมาเป็นไซนัส มีเนื้องอกปิดรูจมูกทั้ง 2 ข้าง หายใจไม่ออก มีน้ำหนองเน่าที่หัวข้างขวา ไหลออกทางจมูกเหม็นมาก เขย่าหัวครอกแครก เหมือนมะพร้าวแก่ เคยป่วยเป็นโรคบิด โรคไทฟอยด์ขึ้นสมอง เคยเป็นโรคกินอาหารแล้วไม่ย่อย ท้องอืด สำรอกออกมาเป็นฟอง ปวดท้องทรมานมาก เคยเป็นโรคปวดข้อปวดกระดูกอย่างรุนแรง ปวดสุดที่จะบรรยายมาหลายปี เคยอยู่ในถ้ำ ติดเชื้อโรคไรค้างคาว ปวดหัวรุนแรงมากกว่าโรคมาเลเรียหลายเท่า เคยติดเชื้อไข้ป่าตอนเดินธุดงค์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร เข้าออกโรงพยาบาลเกือบทุกอาทิตย์ นับรวมโรงพยาบาลแล้วได้ ๑๔ โรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลศิริราช สนามบินกำแพงแสน คริสต์เตียน บางเลน ชัยนาท อินทร์บุรี ค่ายจิระประวัติ ฯลฯ วิภาวดี สมเด็จศรีราชา คลินิกไม่นับ ทางสมุนไพรสารพัดตำรา กัมมัฏฐานวิปัสสนาทำเกือบทุกอย่าง ทำได้เพียงจิตนิ่ง จิตสว่าง จิตสงบ แต่โรคที่เป็นอยู่ไม่หาย รวมเวลาในการรักษา 40 ปี พอดี ที่ทุกข์ทรมาน

จนต้นปี 2549 ได้เข้ารับการปฏิบัติสมาธิที่ศูนย์พลาญข่อย จ.อุบลราชธานี ปฏิบัติเข้าไปใน จิตในจิต หมุนเป็นพายุทอร์นาโดแรงมาก เหวี่ยงแขน เหวี่ยงขา กลิ้ง อาเจียน น้ำมูกน้ำตาไหลออกมา จิตมันเหวี่ยงเข้าไปในอดีตแสดงผลของกรรมเก่าและกรรมใหม่ออกมา เจ็บป่วยตรงไหนไม่สบายตรงไหนแรงเหวี่ยงเข้าไปหมุนตรงนั้น เหวี่ยงตรงนั้นพร้อมทั้งรู้ต้นเหตุที่สร้างกรรมด้วย เหวี่ยงแขนข้างขวาหมุนอย่างแรงจึงไปรู้ต้นเหตุว่า ต้นเหตุที่แขนข้างขวาชา เป็นเพราะอัมพฤกษ์ เพราะกรรมในปัจจุบันชาติ หักก้ามปูเผาปิ้งกิน ต้นเหตุที่อาเจียนเป็นเลือด ท้องอืดสำรอกออกมาเป็นฟอง เพราะกรรมเบื่อยาหนู ต้นเหตุที่ปวดหัวอย่างรุนแรง เพราะว่ากรรมที่ตีหัวหนูตายเป็นพันตัว,ต้นเหตุที่เจ็บคอเดือนละสองสามครั้ง เพราะกรรมตกปลา ปักเบ็ด ต้นเหตุที่เป็นไซนัส เพราะกรรมที่เคยเป็นพระสมัยทวาราวดี ไปทำผิดต่อสีกา ต้นเหตุที่เป็นคนมีโรคมาก เพราะกรรมที่ชอบรังแกเบียดเบียนสัตว์ เกิดมาไม่เคยกลัวบาป คำว่าบาปไม่มีในหัวใจ มีแต่ต้องทำต้องได้

ปฏิบัติอยู่ 22 วัน โรคที่เป็นมา40 ปีหายหมดเลย ไม่ต้องไปโรงพยาบาล จึงมารู้ว่าจิตของเรานี้เป็นหมอที่วิเศษ รักษากายได้ เมื่อหายแล้วก็มาพิจารณาว่า สิ่งที่เราปฏิบัติในครั้งนี้เป็นอะไร จากการพิจารณาแล้วจึงรู้ว่า เป็นวิปัสสนา บูรณาการ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยองค์รวมที่เรียกว่ามหาสติปัฏฐาน การปฏิบัติตรงนี้ไม่มีการแยก กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เราสอนกัน ส่วนมากเป็นการสอนแบบแยกส่วน ที่เรียกว่าสติปัฏฐานแยก กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนเราเรียนรู้เครื่องจักรกล แยกชิ้นส่วน เราก็เลยเป็นหุ่นยนต์ไปเลย คนเราไม่ใช่กลไกแต่เป็นองค์รวม สองอย่างนี้ แตกต่างกันค่อนข้างมาก กลไกประกอบไปด้วยชิ้นส่วน แต่องค์รวมนั้นเกิดจากองค์ประกอบ ท่านสามารถแยกชิ้นส่วนออกจากกันได้ไม่มีอะไรตาย ท่านสามารถนำชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่แล้วกลไกลก็เริ่มทำงาน แต่สำหรับองค์รวมนั้น ถ้าท่านเอาองค์ประกอบออกไปมันก็จะตาย ถึงท่านนำมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่ แต่องค์ประกอบนั้นก็ไม่มีชีวิต องค์รวมเป็นหน่วยของชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน

ท่านไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายก็ไม่ใช่ท่าน ท่านเป็นทั้งร่างกายและจิตใจที่ไปด้วยกัน เป็นสองอย่างที่ต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำกับร่างกายก็มีผลต่อจิตใจท่านด้วย และอะไรก็ตามที่ทำกับจิตใจท่านก็มีผลกับร่างกายของท่านด้วย ร่างกายและจิตใจจึงเป็นสองอย่างที่อยู่ด้วยกัน

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ในร่างกาย ในความคิด ในจิตวิญญาณ หรือในการรู้ตื่นของท่าน จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างในองค์รวมนั้น ท่านจะถูกกระทบจากองค์ประกอบของหน่วยที่มีชีวิต เครื่องจักรเป็นเพียงการรวมตัวของชิ้นส่วน แต่องค์รวมเป็นอะไรบางอย่าง ที่มากไปกว่าผลรวมขององค์ประกอบทั้งหมดของมัน และสิ่งที่มากไปกว่านั้นก็คือจิตวิญญาณของท่านนั่นเอง มันจะแทรกซึมเข้าไปใน “อณูในตัวท่าน” ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะเข้าไปสั่นสะเทือนการดำรงอยู่ของท่านเสมอ การทำสมาธิเพื่อการผ่อนคลายจึงเป็นการเข้าไปเรียนรู้การทำงานของกายและจิตนั่นเอง ผลพลอยได้ก็คือสุขภาพกายและจิตที่ดี โรคภัยไข้เจ็บก็หาย เราปฏิบัติไม่ใช่ไปรักษาโรค แต่ผลที่ได้มันหายจริงๆ

เกียรติประวัติ

- เปรียญธรรม 3 ประโยค
- อภิธรรมบัณฑิตเอก
- พระอาจารย์สอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน
- นักธรรมเอก
- ผลงานหนังสือ "สมาธิเพื่อการผ่อนคลาย รักษาสุขภาพกายและจิตโดยองค์รวม"

ไม่มีความคิดเห็น:

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...